||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส บทความที่น่าสนใจ
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

What Uncle Sam Really Wants
: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
Noam Chomsky เขียน / ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล

 

เป้าหมายหลักในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ปกป้องเขตอิทธิพลของอเมริกา

 

วามสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่น ๆ สามารถสืบย้อนไปได้จนถึงจุดตั้งต้นในประวัติศาสตร์ของอเมริกา แต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นเส้นแบ่งที่แท้จริง ฉะนั้น ขอให้เราเริ่มกันที่ตรงนั้น

          ในขณะที่ประเทศคู่แข่งทางอุตสาหกรรมต่างอ่อนแอลงมาก หรือประสบหายนะจากสงครามจนยับเยิน สหรัฐอเมริกากลับได้รับผลประโยชน์จากสงครามครั้งนี้อย่างใหญ่หลวง ดินแดนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เคยถูกโจมตี และผลผลิตของอเมริกาทวีขึ้นกว่าสามเท่า

          แม้แต่ก่อนเกิดสงคราม สหรัฐอเมริกาก็เป็นชาติอุตสาหกรรมชั้นนำในโลกแล้ว โดยเป็นมาตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนศตวรรษ แต่พอหลังสงคราม สหรัฐครอบครองความมั่งคั่งของโลกถึง ๕๐% อย่างแท้จริง และควบคุมทั้งสองฟากของสองมหาสมุทร ไม่เคยมียุคใดในประวัติศาสตร์ที่มหาอำนาจชาติหนึ่งจะมีอิทธิพลครอบงำโลก หรือมีเสถียรภาพมั่นคงอย่างท่วมท้นเช่นนี้มาก่อน

          กลุ่มคนที่เป็นผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกาตระหนักดีว่า สหรัฐอเมริกาจะผงาดจากสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจระดับโลกเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ ตลอดเวลาระหว่างและหลังสงครามโลก คนเหล่านั้นจึงวางแผนการอย่างถี่ถ้วนเพื่อกำหนดรูปร่างของโลกยุคหลังสงคราม เนื่องจากนี่เป็นสังคมเปิด เราจึงสามารถนำแผนการของพวกเขามาศึกษาได้ มันเปิดเผยตรงไปตรงมาและแจ่มแจ้งมาก

          นักวางแผนชาวอเมริกัน นับแต่พวกที่อยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ ไปจนถึงพวกที่อยู่ในคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (อันเป็นช่องทางสำคัญที่ธุรกิจใหญ่ ๆ ใช้กดดันต่อนโยบายต่างประเทศ) ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องรักษาอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไว้ แต่แนวทางในการปฏิบัติยังมีระดับแตกต่างกันอยู่

          ในขั้วที่สนับสนุนแนวทางแข็งกร้าว เรามีเอกสารอย่างเช่น บันทึกช่วยจำของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council: NSC) ฉบับที่ ๖๘ (๑๙๕๐) NSC 68 ได้ขยายทัศนะของรัฐมนตรีต่างประเทศ ดีน อาคีสัน (Dean Acheson) และผู้ร่างบันทึกคือ พอล นิทซ์ (Paul Nitze) ซึ่งยังมีบทบาทจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ (เขาเป็นผู้แทนคนหนึ่งของคณะเจรจาลดอาวุธของรัฐบาลเรแกน) บันทึกฉบับนี้เรียกร้องให้ใช้ "ยุทธศาสตร์ตีให้แตก" เพื่อที่จะ "เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะลงในระบบของโซเวียต" แล้วเมื่อนั้นสหรัฐจะได้สามารถเจรจาสันติภาพ "กับสหภาพโซเวียต (หรือกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง)" ตามเงื่อนไขที่สหรัฐเองเป็นผู้กำหนดได้

          นโยบายที่นำเสนอใน NSC 68 จำเป็นต้องมี "การเสียสละและระเบียบวินัย" ในสหรัฐอเมริกา กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องมีค่าใช้จ่ายทางทหารอย่างมโหฬาร และตัดทอนสวัสดิการสังคมลง รวมทั้งจำเป็นต้องยกเลิก "ขันติธรรมเกินขอบเขต" ที่ปล่อยให้มีความคิดเห็นขัดแย้งภายในประเทศมากเกินไปด้วย

          อันที่จริง มีการปฏิบัติตามนโยบายนี้ไปบ้างแล้ว ในปี ๑๙๔๙ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐในยุโรปตะวันออกได้ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นเครือข่ายที่ดำเนินการโดย ไรน์ฮาร์ด เกห์เลน (Reinhard Gehlen) ผู้เคยเป็นหัวหน้าหน่วยจารกรรมของกองทัพนาซีทางแนวรบด้านตะวันออก เครือข่ายนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรระหว่างสหรัฐกับนาซี ที่ดึงดูดเอาบรรดาอาชญากรตัวกลั่นจำนวนมากเข้ามาอย่างรวดเร็ว และขยายปฏิบัติการทั้งในลาตินอเมริกาและที่อื่น ๆ

          หน่วยปฏิบัติการเหล่านี้มี "กองทหารลับ" ภายใต้การนำของสหรัฐ–นาซี ทำหน้าที่จัดหาจารชนและยุทธปัจจัยให้แก่กองทัพที่ฮิตเลอร์เป็นผู้ก่อตั้งไว้ และยังปฏิบัติการอยู่ในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกตลอดต้นทศวรรษ ๑๙๕๐ (เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีในสหรัฐอเมริกา แต่ถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แม้ว่าคงก่อให้เกิดความไม่พอใจบ้าง เช่น ในสถานการณ์กลับกัน ถ้าเราเกิดค้นพบว่าสหภาพโซเวียตส่งจารชนและยุทธปัจจัยแก่กองทัพที่ฮิตเลอร์เป็นผู้ก่อตั้ง และมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเทือกเขาร็อคกี้)

 

ขั้วเสรีนิยม

N  

SC 68 เป็นขั้วแข็งกร้าว และโปรดจำไว้ด้วยว่า นโยบายเหล่านี้หาใช่เป็นแค่ทฤษฎีไม่ มีหลายประการที่มีการดำเนินงานจริง ๆ คราวนี้ลองหันมาดูทางอีกขั้วหนึ่ง คือสายพิราบ ผู้นำสายพิราบย่อมมิใช่ใครอื่นนอกจาก จอร์จ เคนแนน (George Kennan) ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายวางแผนกระทรวงการต่างประเทศจนถึงปี ๑๙๕๐ ก่อนที่จะถูกแทนตำแหน่งโดยนิทซ์ บังเอิญสำนักงานของเคนแนนมีหน้าที่รับผิดชอบเครือข่ายของเกห์เลนด้วย

          เคนแนนเป็นนักวางแผนที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหน้าตาของโลกยุคหลังสงคราม งานเขียนของเขาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของจุดยืนสายพิราบ เอกสารชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าใจประเทศนี้ดียิ่งขึ้นคือ บทศึกษาการวางนโยบายฉบับที่ ๒๓ (Policy Planning Study 23: PPS 23) ซึ่งเคนแนนเขียนให้ฝ่ายวางแผนกระทรวงการต่างประเทศในปี ๑๙๔๘ บางตอนในนั้นกล่าวไว้ว่า:

เราครอบครองความมั่งคั่งของโลกถึง ๕๐% แต่มีประชากรเพียง ๖.๓% ของโลก…ในสภาพเช่นนี้ เราย่อมตกเป็นเป้าของความริษยาและขุ่นเคือง ภารกิจที่แท้จริงของเราในวันข้างหน้าคือ หาวิธีสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ที่เอื้อให้เราสามารถธำรงสถานะแห่งความไม่เท่าเทียมไว้ได้ต่อไป… ในการทำเช่นนั้น เราจะต้องสลัดความรู้สึกอ่อนไหวและฝันกลางวันทิ้งไปให้หมด และความสนใจจะต้องมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์โดยตรงของชาติในทุกหนแห่ง… เราควรเลิกพร่ำเพ้อถึงเป้าหมายคลุมเครือและ… ไม่เป็นจริง อย่างเช่น สิทธิมนุษยชน การยกระดับมาตรฐานชีวิต และการเผยแพร่ประชาธิปไตย อีกไม่นานเท่าไรหรอกที่เราจะต้องเข้าไปจัดการกับยุทธศาสตร์ทางอำนาจโดยตรง เมื่อนั้น ยิ่งเรามีคำขวัญทางอุดมการณ์เป็นตัวถ่วงน้อยเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น

          แน่นอน PPS 23 เป็นเอกสารลับสุดยอด เพื่อบำรุงขวัญสาธารณชน รัฐบาลยังจำเป็นต้องป่าวร้อง "คำขวัญทางอุดมการณ์" (ดังที่ทำอยู่เสมอมาจนถึงทุกวันนี้) แต่นี่คือสิ่งที่นักวางแผนพูดกันในวงใน

          ทำนองเดียวกัน ในการบรรยายสรุปแก่คณะเอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศลาตินอเมริกาในปี ๑๙๕๐ เคนแนนกล่าวว่าจุดมุ่งหมายสำคัญในนโยบายต่างประเทศสหรัฐ คือต้องการ "ปกป้องแหล่งวัตถุดิบของเรา [นั่นคือ ของลาตินอเมริกา]" เพราะฉะนั้น สหรัฐต้องต่อกรกับลัทธินอกรีตอันตราย ซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐรายงานว่า กำลังแพร่กระจายตลอดทั่วทั้งลาตินอเมริกา ลัทธินอกรีตที่ว่านี้คือ "ความคิดว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน"

          นักวางแผนของสหรัฐเรียกความคิดแบบนี้ว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าทัศนะทางการเมืองที่แท้จริงของประชาชนที่สนับสนุนความคิดนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม อาจเป็นกลุ่มพึ่งพิงตนเองที่อิงกับศาสนาหรืออะไรก็ได้ แต่ถ้าพวกเขาสนับสนุนลัทธินอกรีตเช่นนี้ พวกเขาก็เป็นคอมมิวนิสต์

          ประเด็นนี้มีการระบุชัดเจนอยู่ในเอกสารของทางการ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มศึกษาระดับสูงในปี ๑๙๕๕ อ้างว่า ภัยคุกคามสำคัญที่สุดจากมหาอำนาจฝ่ายคอมมิวนิสต์ (ความหมายที่แท้จริงของคำว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในทางปฏิบัติ) คือการที่มันปฏิเสธไม่ยอมเล่นบทบาทรับใช้เรา กล่าวคือ ไม่ยอม "ส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของตะวันตก"

          เคนแนนยังอธิบายต่อไปถึงวิธีการที่สหรัฐต้องนำมาใช้ฟาดฟันปรปักษ์ที่ตกเป็นเหยื่อของลัทธินอกรีตนี้:

คำตอบสุดท้ายอาจฟังไม่รื่นหู แต่… เราไม่ควรลังเลกับการใช้มาตรการปราบปรามโดยรัฐบาลท้องถิ่น นี่ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ในเมื่อคอมมิวนิสต์เป็นพวกบ่อนทำลายอยู่แล้ว… การให้รัฐบาลที่แข็งกร้าวครองอำนาจเป็นเรื่องดีกว่าปล่อยให้มีรัฐบาลเสรีนิยม แต่ผ่อนผันและหย่อนยาน ซึ่งอาจถูกแทรกซึมจากพวกคอมมิวนิสต์ได้

          นโยบายแบบนี้มิได้เริ่มต้นโดยฝ่ายเสรีนิยมยุคหลังสงครามโลกอย่างเคนแนน แต่เริ่มมาตั้งแต่สมัยที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน สะท้อนออกมาเมื่อ ๓๐ ปีก่อนสงคราม ความหมายในทางปฏิบัติของลัทธิมอนโรว์คือ "สหรัฐอเมริกาคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ ความสามัคคีของชาติอื่น ๆ ในทวีปอเมริกาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย มิใช่เป้าหมาย" ประธานาธิบดีวิลสัน ซึ่งเป็นสานุศิษย์คนสำคัญของลัทธิที่สนับสนุนสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองของคนในชาติ ยังยอมรับว่าข้ออ้างดังกล่าว "ไม่อาจโต้แย้งได้" แม้ว่าจะ "ไม่เป็นผลดีทางการเมือง" หากเสนอออกสู่สาธารณชน

          วิลสันยังปฏิบัติตามแนวความคิดนี้ ตัวอย่างหนึ่งในหลาย ๆ กรณีคือ การรุกรานไฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน กองทัพนักรบของเขาฆ่าและทำลาย ล้มล้างระบบการเมือง หนุนให้บริษัทธุรกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมเต็มที่ และจัดเวทีให้ระบอบเผด็จการป่าเถื่อนและทุจริตครองอำนาจ

 

"ดินแดนยิ่งใหญ่"

 

ะหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กลุ่มศึกษาวิจัยของกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้พัฒนาแผนการสำหรับโลกยุคหลังสงครามในเงื่อนไขที่พวกเขาเรียกว่า "ดินแดนยิ่งใหญ่" ซึ่งโลกต้องสยบต่อความต้องการทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

          ดินแดนยิ่งใหญ่กอปรด้วยซีกโลกตะวันตก ยุโรปตะวันตก ตะวันออกไกล อดีตอาณานิคมอังกฤษ (ซึ่งกำลังปลดแอก) แหล่งพลังงานประมาณค่ามิได้ของตะวันออกกลาง (ซึ่งขณะนั้นกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของอเมริกา เมื่อผลักดันฝรั่งเศสกับอังกฤษที่เป็นคู่แข่งออกไปได้) ส่วนที่เหลือของโลกที่สาม และถ้าเป็นไปได้ ก็หมดทั้งโลก แผนการนี้ได้รับการส่งเสริมตามแต่โอกาสอำนวย

          ทุกภูมิภาคในระเบียบโลกใหม่นี้ได้รับมอบหมายบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ กันไป ประเทศอุตสาหกรรมต้องดำเนินตามอย่าง "โรงฝึกงานขนาดยักษ์" คือเยอรมันและญี่ปุ่น ซึ่งได้สาธิตให้เห็นประสิทธิภาพมาแล้วในระหว่างสงครามโลก (และบัดนี้จะทำงานต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกา)

          โลกที่สามต้อง "สนองบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งวัตถุดิบและตลาด" ให้แก่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม ทั้งนี้กล่าวตามบันทึกช่วยจำของกระทรวงการต่างประเทศในปี ๑๙๔๙ โลกที่สามต้องถูก "ขูดรีด" (คำของเคนแนน) เพื่อนำไปบูรณะยุโรปและญี่ปุ่น (คำพาดพิงนี้หมายถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา แต่โดยใจความสำคัญแล้วหมายรวมทั้งหมด)

          เคนแนนถึงขนาดชี้แนะว่า ยุโรปอาจได้รับผลดีทางจิตวิทยาจากโครงการ "ขูดรีด" แอฟริกา แน่นอน ย่อมไม่มีใครชี้แนะว่าแอฟริกาควรขูดรีดยุโรปบ้างเพื่อการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งอาจช่วยฟื้นฟูสภาวะทางจิตใจได้ด้วย เอกสารที่หมดอายุการเป็นเอกสารลับเหล่านี้อ่านกันเฉพาะในแวดวงนักวิชาการเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนไม่มีนักวิชาการคนไหนเห็นอะไรผิดประหลาดหรือน่าตระหนกเลยแม้แต่น้อย

          สงครามเวียดนามเกิดขึ้นมาจากความจำเป็นที่ต้องการรักษาบทบาทของประเทศบริวารเอาไว้ นักชาตินิยมชาวเวียดนามไม่ยอมรับบทบาทนี้ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงต้องถูกบดขยี้ให้สิ้นซาก ภัยคุกคามไม่ได้อยู่ที่เวียดนามจะไปรุกรานใครได้ แต่อยู่ที่เวียดนามอาจเป็นตัวอย่างอันตรายของชาติเอกราช ซึ่งบันดาลใจให้ชาติอื่น ๆ ในภูมิภาคเจริญรอยตาม

          รัฐบาลสหรัฐต้องเล่นบทบาทสำคัญสองประการ ประการแรกคือปกปักอาณาจักรที่อยู่ห่างไกลในดินแดนยิ่งใหญ่ นี่ต้องอาศัยท่าทีที่ก้าวร้าวข่มขู่มาก เพื่อเป็นหลักประกันมิให้ใครเข้ามาก้าวก่ายกับภารกิจนี้ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์

          บทบาทที่สองของรัฐบาลคือจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแก่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ส่วนใหญ่แล้ววิธีการที่ใช้คืออาศัยงบประมาณทางด้านการทหาร

          การค้าเสรีเป็นเรื่องดีสำหรับไว้สอนในคณะเศรษฐศาสตร์และบทบรรณาธิการตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ไม่มีใครในโลกธุรกิจหรือรัฐบาลยึดถือลัทธินี้อย่างจริงจัง ภาคเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยพื้นฐานแล้วเป็นธุรกิจที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐทั้งนั้น เช่น เกษตรกรรมที่เน้นการลงทุน (หรือที่เรียกกันว่า ธุรกิจเกษตร) อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผลิตภัณฑ์ยา เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ

          ในสังคมอุตสาหกรรมประเทศอื่น ๆ ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด รัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณที่เก็บจากประชาชนมาจ่ายให้การวิจัยและพัฒนา จัดหาตลาดที่รัฐค้ำประกันมารองรับผลิตผลที่ไร้ค่า ส่วนใหญ่โดยอาศัยผ่านทางกองทัพ ถ้าการค้นคว้าอันไหนสามารถนำไปทำตลาดได้ ภาคเอกชนก็เข้ามารับช่วงต่อ ระบบการอุดหนุนด้วยงบประมาณของประชาชนและให้กำไรเป็นของเอกชนนี่แหละที่เรียกกันว่า การค้าเสรี

 

การฟื้นฟูระเบียบดั้งเดิม

นั  

กวางแผนหลังสงครามโลกอย่างเคนแนนตระหนักดีตั้งแต่แรกว่า สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจสหรัฐ คือการที่ประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกอื่น ๆ จำต้องฟื้นตัวจากหายนะของสงครามโลก เพื่อประเทศเหล่านั้นจะได้นำเข้าสินค้าที่ผลิตจากสหรัฐและสร้างโอกาสในการลงทุน (ผมนับรวมญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของโลกตะวันตก ตามแบบอย่างแอฟริกาใต้ที่ถือว่าชาวญี่ปุ่นเป็น "ชนผิวขาวกิตติมศักดิ์") แต่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศทั้งหลายนี้จะต้องฟื้นฟูตามวิถีทางที่สหรัฐเป็นผู้กำหนด

          ระบบการปกครองฝ่ายขวาดั้งเดิมจะต้องได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ พร้อมกับอำนาจครอบงำของภาคธุรกิจ ขบวนการแรงงานต้องแตกแยกและอ่อนแอ และภาระในการบูรณะประเทศตกหนักบนบ่าของชนชั้นแรงงานและคนยากจน

          ด่านสำคัญที่ขวางทางอยู่คือขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงหาทางแยกสลายขบวนการนี้ในทุกประเทศทั่วโลก บ่อยครั้งก็เชิดพวกฟาสซิสต์และนาซีที่สมรู้ร่วมคิดขึ้นแทนที่ บางครั้งต้องใช้ความรุนแรงอย่างอำมหิต แต่มีหลายครั้งที่ทำสำเร็จโดยอาศัยมาตรการที่นุ่มนวลกว่า เช่น ก่อกวนการเลือกตั้งและปล่อยให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก (นี่น่าจะเป็นบทที่ ๑ ในตำราประวัติศาสตร์ยุคหลังสงครามโลกที่เขียนขึ้นอย่างซื่อสัตย์ทุกเล่ม แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้แทบไม่เคยได้รับการกล่าวถึงด้วยซ้ำ)

          กระบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นในปี ๑๙๔๒ เมื่อประธานาธิบดีรูสเวลท์แต่งตั้งพลเรือเอก ฌอง ดาร์ลัน (Jean Darlan) เป็นผู้สำเร็จราชการเขตแอฟริกาเหนือที่อยู่ในอาณัติของฝรั่งเศส ดาร์ลันเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับนาซีตัวกลั่น และเป็นผู้ร่างกฎหมายต่อต้านชนชาติยิวที่ประกาศใช้ในรัฐบาลเมืองวิชี่ (คือรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีในฝรั่งเศส)

          แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ภูมิภาคในยุโรปที่ได้รับการปลดปล่อยจากลัทธิฟาสซิสต์ก่อน นั่นคือ อิตาลีภาคใต้ ตามคำแนะนำของเชอร์ชิล สหรัฐอเมริกาจึงตั้งระบอบเผด็จการปีกขวาที่นำโดยวีรบุรุษสงครามฝ่ายฟาสซิสต์ จอมพลบาโดกลิโอ (Badoglio) และกษัตริย์วิคเตอร์ เอมมานูเอลที่สาม ซึ่งทรงเป็นผู้สนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์เช่นกัน

          นักวางแผนของสหรัฐรู้ดีว่า "ภัยคุกคาม" ในยุโรป หาใช่การรุกรานของโซเวียตไม่ (ซึ่งนักวิเคราะห์ที่เอาจริงเอาจัง เช่น ดไวท์ ไอเซนเฮาเออร์ ไม่ได้คาดล่วงหน้ามาก่อน) แต่เป็นขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ที่มีฐานเป็นกรรมกรและชาวนาต่างหาก คนเหล่านี้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยก้าวหน้า รวมทั้งมีพลังทางการเมืองและความนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น

          เพื่อป้องกันการพังทลายทางเศรษฐกิจที่อาจเป็นแรงเสริมอิทธิพลของกลุ่มพลังเหล่านี้ และเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมรัฐชาติของยุโรปตะวันตกขึ้นมาใหม่ สหรัฐอเมริกาจึงตั้งโครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า แผนการมาร์แชล ขึ้น (ในแผนนี้ ยุโรปได้รับมากกว่า ๑๒ พันล้านดอลลาร์ทั้งในรูปเงินกู้และเงินช่วยเหลือ ตลอดระยะเวลาระหว่างปี ๑๙๔๘–๑๙๕๑ เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปเพื่อซื้อสินค้าส่งออกจากสหรัฐไปยุโรปเป็นปริมาณถึงหนึ่งในสามในปี ๑๙๔๙ อันเป็นปีที่มีปริมาณการซื้อสูงสุด)

          ในอิตาลี ขบวนการที่มีกรรมกรกับชาวนาเป็นฐานกำลัง และนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ สามารถยันกองทหารเยอรมันได้ถึงหกหน่วยรบระหว่างสงคราม และปลดปล่อยอิตาลีภาคเหนือเป็นอิสระได้ เมื่อกองกำลังของสหรัฐอเมริกาเคลื่อนพลผ่านอิตาลี พวกเขาสลายกองกำลังต่อต้านฟาสซิสต์นี้และฟื้นโครงสร้างพื้นฐานของระบอบฟาสซิสต์ก่อนสงครามขึ้นมาใหม่

          อิตาลีเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่ตกอยู่ภายใต้การบ่อนทำลายทางการเมืองของซีไอเอ นับตั้งแต่มีการก่อตั้งหน่วยสืบราชการลับนี้ขึ้นมา ซีไอเอวิตกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์จะได้ชัยชนะอย่างถูกกฎหมายในการเลือกตั้งครั้งสำคัญของอิตาลีในปี ๑๙๔๘ มีการระดมใช้ยุทธวิธีมากมาย รวมทั้งฟื้นระบบตำรวจของฟาสซิสต์ ทำลายสหภาพแรงงานและยับยั้งความช่วยเหลือทางด้านอาหาร แต่ก็ยังไม่แน่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะพ่ายแพ้

          บันทึกช่วยจำของสภาความมั่นคงแห่งชาติฉบับแรกสุด คือ NSC 1 (๑๙๔๘) ระบุถึงมาตรการต่าง ๆ ที่สหรัฐจะนำมาใช้ หากว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แผนตอบโต้ประการหนึ่งที่วางไว้คือการแทรกแซงด้วยกำลังอาวุธ โดยให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ขบวนการใต้ดินในอิตาลี

          บางคน โดยเฉพาะ จอร์จ เคนแนน สนับสนุนให้ใช้มาตรการทางการทหารก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เขาไม่ต้องการเสี่ยง แต่คนอื่น ๆ ชักจูงให้เขาคล้อยตามว่า สหรัฐอเมริกาสามารถรับมือได้ด้วยการบ่อนทำลาย ซึ่งการณ์ปรากฏว่าถูกต้อง

          ในกรีซ กองทหารอังกฤษเคลื่อนพลเข้าไปภายหลังจากนาซีถอนกำลัง พวกอังกฤษเชิดระบบการปกครองที่ทุจริตขึ้นมา อันเป็นชนวนให้เกิดการต่อต้านครั้งใหม่ อังกฤษซึ่งอยู่ในช่วงตกต่ำหลังสงคราม ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ในปี ๑๙๔๗ สหรัฐอเมริกาก้าวเข้ามาแทน และสนับสนุนสงครามกวาดล้างที่จบลงด้วยซากศพประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ราย

          สงครามครั้งนี้เพียบพร้อมไปด้วยการทรมาน การลี้ภัยทางการเมืองของชาวกรีกเป็นหมื่น ๆ สิ่งที่เราเรียกว่า "ค่ายอบรมใหม่" ไว้กักกันชาวกรีกอีกหลายหมื่นคน การกวาดล้างสหภาพแรงงาน และทำลายช่องทางทุกอย่างที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดระบอบการเมืองอิสระ

          ตั้งแต่นั้นมา กรีซก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของนักลงทุนชาวสหรัฐและนักธุรกิจท้องถิ่นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในขณะที่ประชากรจำนวนมากต้องอพยพเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอด ผู้ได้รับผลประโยชน์กลับเป็นอดีตผู้สมรู้ร่วมคิดกับนาซี ในขณะที่เหยื่อเคราะห์ร้ายส่วนใหญ่คือกรรมกรและชาวนาของขบวนการต่อต้านนาซีที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนนำ

          ความสำเร็จในการปกป้องกรีซจากประชาชนชาวกรีกเอง คือแบบอย่างสำหรับสงครามเวียดนาม ดังที่แอดไล สตีเวนสัน (Adlai Stevenson) อธิบายแก่สหประชาชาติในปี ๑๙๖๔ ที่ปรึกษาของเรแกนคนนี้ใช้แบบจำลองอย่างเดียวกันในการพูดถึงภูมิภาคอเมริกากลาง และมีการปฏิบัติตามแบบอย่างนี้ในอีกมากมายหลายที่

          ในญี่ปุ่น วอชิงตันริเริ่มแนวทางที่เรียกว่า "การพัฒนาถอยหลัง" ในปี ๑๙๔๗ ซึ่งยับยั้งกระบวนการก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เริ่มโดยรัฐบาลทหารของนายพลแมคอาเธอร์ การพัฒนาถอยหลังได้กดดันสหภาพแรงงานและพลังประชาธิปไตยอื่น ๆ และนำพาประเทศญี่ปุ่นให้ตกอยู่ในอุ้งมือของภาคธุรกิจซึ่งเคยเป็นฝ่ายที่สนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์ กลายเป็นระบบการปกครองโดยอำนาจรัฐและภาคเอกชนที่ยังยืนยงมาจนทุกวันนี้

          เมื่อกองทหารสหรัฐเคลื่อนพลเข้าสู่เกาหลีในปี ๑๙๔๕ พวกเขาขับไล่รัฐบาลท้องถิ่นของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักต่อต้านฟาสซิสต์ที่เคยต่อสู้กับญี่ปุ่น และเปิดฉากการกดขี่อย่างป่าเถื่อน โดยอาศัยตำรวจฟาสซิสต์ญี่ปุ่นและชาวเกาหลีที่เคยร่วมมือกับพวกนั้นในระหว่างที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง ประชาชนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนถูกสังหารในเกาหลีใต้ก่อนจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่าสงครามเกาหลี รวมทั้งอีก ๓๐,๐๐๐–๔๐,๐๐๐ คน ถูกฆ่าในการปราบปรามกบฏชาวนาในมณฑลเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง คือเกาะเชจู

          การรัฐประหารของฝ่ายฟาสซิสต์ในโคลัมเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสเปนภายใต้นายพลฟรังโก ได้รับเสียงคัดค้านเพียงเล็กน้อยจากสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับการรัฐประหารของทหารในเวเนซูเอลา หรือการกลับขึ้นครองอำนาจของผู้ฝักใฝ่ลัทธิฟาสซิสต์ในปานามา ทว่ารัฐบาลประชาธิปไตยรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์ของกัวเตมาลา ซึ่งวางรูปแบบตามโครงการนิวดีล ของประธานาธิบดีรูสเวลท์ กลับต้องเผชิญกับความเป็นปฏิปักษ์จากสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง

          ในปี ๑๙๕๔ ซีไอเอวางแผนการรัฐประหารที่พลิกกัวเตมาลากลายเป็นนรกบนดิน นับแต่นั้น กัวเตมาลาก็ถูกทำให้เป็นนรกเรื่อยมา โดยได้รับการแทรกแซงและสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเป็นระยะ โดยเฉพาะภายใต้ประธานาธิบดีเคนเนดีและจอห์นสัน

          อีกแง่มุมหนึ่งของการบดขยี้ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ คือการรับบรรดาอาชญากรสงคราม เช่น เคลาส์ บาร์บี (Klaus Barbie) อดีตนายทหารหน่วยพิทักษ์พรรคนาซี (SS) ที่เคยเป็นหัวหน้าหน่วยเกสตาโปในเมืองลีออง ฝรั่งเศส ที่นั่นแหละที่เขาได้รับขนานนามว่า นักฆ่าสัตว์แห่งเมืองลีออง แม้ว่าเขาเป็นผู้รับผิดชอบต่ออาชญากรรมสยองขวัญมากมาย กองทัพสหรัฐก็ยังแต่งตั้งให้เขาเป็นสายลับคอยสอดแนมชาวฝรั่งเศส

          ท้ายที่สุด เมื่อบาร์บีถูกนำตัวกลับไปฝรั่งเศสในปี ๑๙๘๒ เพื่อขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงคราม พันเอก (นอกราชการ) ยูจีน คอล์บ (Eugene Kolb) แห่งหน่วยสืบราชการลับของกองทัพสหรัฐ อธิบายถึงการใช้บาร์บีเป็นสายลับว่า "ความเชี่ยวชาญ" ของบาร์บี "เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งยวด…ปฏิบัติการของเขามุ่งไปที่พรรคคอมมิวนิสต์และขบวนการต่อต้านนาซีใต้ดินของฝรั่งเศส" ซึ่งเป็นเป้าการกวาดล้างของกองทัพปลดแอกอเมริกัน

          เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่นาซีที่ถอนกำลังออกไป จึงเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งที่ต้องจ้างวานบรรดาผู้เชี่ยวชาญในปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการต่อต้านนาซี ในภายหลัง เมื่อกลายเป็นความยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะปกป้องลูกสมุนที่มีประโยชน์เหล่านี้ไว้ในยุโรป มีหลายคน (รวมทั้งบาร์บี) ถูกพาตัวหลบหนีไปสหรัฐอเมริกาหรือลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่ด้วยความช่วยเหลือจากวาติกันและบาทหลวงฟาสซิสต์

          ในทวีปอเมริกา พวกเขากลายเป็นที่ปรึกษาทางการทหารให้บรรดารัฐตำรวจที่สหรัฐให้การสนับสนุน โดยวางรูปแบบตามอย่างอาณาจักรไรช์ที่สามอย่างเปิดเผย พวกเขายังกลายเป็นนักค้ายาเสพย์ติด พ่อค้าอาวุธ ผู้ก่อการร้าย และปรมาจารย์แห่งลัทธิภัยสยอง มีหน้าที่สั่งสอนเทคนิคการทรมานที่เกสตาโปคิดค้นขึ้นมาให้แก่ชาวนาในลาตินอเมริกา สานุศิษย์นาซีเหล่านี้บางคนไปลงเอยทำงานในอเมริกากลาง ฉะนั้น จึงเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงโดยตรงระหว่างค่ายกักกันมรณะกับหน่วยรบมรณะ ทั้งหมดนี้สืบเนื่องจากการเป็นพันธมิตรหลังสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับหน่วยพิทักษ์พรรคนาซี

 

ภาระหน้าที่ต่อประชาธิปไตย

 

นเอกสารระดับสูงชิ้นแล้วชิ้นเล่า นักวางแผนของสหรัฐแสดงทัศนะว่า ภัยคุกคามอันดับแรกต่อระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐเป็นผู้นำนั้น คือลัทธิชาตินิยมของโลกที่สาม บางครั้งเรียกว่า ชาตินิยมสุดขั้ว (ultranationalism) กล่าวคือ "ระบอบการปกครองแบบชาตินิยม" ที่ตอบสนองต่อ "ข้อเรียกร้องของประชาชนให้มีการปรับปรุงมาตรฐานชีวิตที่ต่ำของมวลชนส่วนใหญ่ในทันที" รวมทั้งการผลิตเพื่อสนองความจำเป็นภายในประเทศ

          เป้าหมายพื้นฐานของนักวางแผนเหล่านี้ ซึ่งกล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือต้องป้องกันมิให้รัฐบาล "ชาตินิยมสุดขั้ว" แบบนี้มีโอกาสขึ้นครองอำนาจ หรือหากโดยโชคเคราะห์ประการใด มันเกิดได้อำนาจขึ้นมา ก็ต้องหาทางกำจัดทิ้งและแต่งตั้งรัฐบาลที่สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนด้วยเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ เน้นการผลิตเพื่อส่งออกและให้สิทธิในการนำกำไรออกนอกประเทศ (เป้าหมายเหล่านี้ไม่เคยถูกตั้งคำถามท้าทายเลยในเอกสารลับทั้งหลาย ถ้าคุณเป็นนักวางแผนนโยบายของสหรัฐ มันเปรียบเสมือนอากาศที่คุณสูดหายใจเข้าไป)

          การต่อต้านประชาธิปไตยและขัดขวางการปฏิรูปสังคมไม่เคยเป็นที่นิยมในประเทศที่ตกเป็นเหยื่อ คุณย่อมไม่สามารถปั่นหัวคนจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่ที่นั่นให้ตื่นเต้นคล้อยตามไปด้วยได้ ยกเว้นก็แต่คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีโยงใยกับธุรกิจของสหรัฐ ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากการณ์นี้

          สหรัฐอเมริกาคาดหมายอยู่แล้วว่าต้องมีการใช้กำลังบังคับบ้าง จึงจับมือเป็นพันธมิตรกับกองทัพ ซึ่งเป็น "กลุ่มทางการเมืองในลาตินอเมริกาที่ต่อต้านอเมริกันน้อยที่สุด" -ดังที่นักวางแผนของเคนเนดีนิยามไว้- เพื่อจะได้อาศัยกองทัพคอยบดขยี้กลุ่มมวลชนพื้นเมืองใดใดที่หลุดรอดจากการควบคุม

          สหรัฐอเมริกาเต็มใจยินยอมให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง -ตัวอย่างเช่น ในคอสตาริกา- ต่อเมื่อสิทธิของชนชั้นแรงงานถูกกดไว้ และยังรักษาบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ เพราะรัฐบาลของคอสตาริกาภักดีต่อเงื่อนไขสำคัญสองข้อนี้เสมอมา รัฐบาลคอสตาริกาจึงมีโอกาสได้เล่นบทปฏิรูปสังคม

          ปัญหาอีกประการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเอกสารลับทั้งหลาย คือลัทธิเสรีนิยมเกินขอบเขตของบรรดาประเทศโลกที่สาม (โดยเฉพาะปัญหาในลาตินอเมริกา ซึ่งรัฐบาลทั้งหลายไม่ได้ปฏิบัติการควบคุมความคิดและจำกัดการเดินทางมากเพียงพอ ระบบกฎหมายยังไม่เหี้ยมเกรียมพอ และยังต้องใช้หลักฐานในการดำเนินคดีอาญา)

          นี่เป็นคำบ่นฟูมฟายที่เกิดขึ้นตลอดยุคของเคนเนดี (หลังจากนั้น บันทึกที่เป็นเอกสารยังไม่ถึงเวลายกเลิกการเป็นความลับ) บรรดานักเสรีนิยมของเคนเนดี ต่างยืนกรานแข็งกร้าวถึงความจำเป็นที่จะต้องบำราบความเป็นประชาธิปไตยเกินขอบเขตเหล่านี้ ซึ่งอาจก่อให้เกิด "การล้มล้างระบอบการปกครอง" แน่ล่ะ พวกเขาหมายถึงการที่ประชาชนอาจเกิดความคิดทางอุดมการณ์ที่ผิดพลาด

          อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาไม่ขาดไร้ความเมตตาต่อคนยากจน ยกตัวอย่างเช่น ในกลางทศวรรษ ๑๙๕๐ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำคอสตาริกาแนะนำให้บริษัทยูไนเต็ดฟรุทคอมปานี ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญในคอสตาริกา ควรดำเนินโครงการ "สำหรับคนงานสักสองสามโครงการ อะไรก็ได้ที่ง่าย ๆ และฉาบฉวย ประเภทที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ ซึ่งอาจมีผลทางจิตวิทยาอย่างกว้างขวาง"

          รัฐมนตรีต่างประเทศ จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส (John Foster Dulles) ก็เห็นพ้องด้วย เขาบอกประธานาธิบดีไอเซนฮาวเออร์ว่า การต้อนประเทศลาตินอเมริกาให้อยู่ในแถวนั้น "คุณต้องตบหลังพวกเขาสักหน่อย และทำให้พวกเขาคิดว่าคุณชอบพวกเขามาก"

          ดังที่กล่าวมาทั้งหมด นโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศโลกที่สามนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก สหรัฐอเมริกาเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยเสมอ ถ้าหากไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมาได้ ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็คือ ประเทศที่ใช้ระบอบนี้มักตกเป็นเหยื่อลัทธินอกรีตที่เชื่อว่า รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในประเทศ แทนที่จะโอนอ่อนตามบรรดานักลงทุนจากสหรัฐ

          งานศึกษาระบบความสัมพันธ์กับต่างประเทศแบบอเมริกัน ที่ตีพิมพ์โดยสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในพระบรมราชูปถัมภ์ในกรุงลอนดอน สรุปว่า ในขณะที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยด้วยวาจาหวานหู แต่การปฏิบัติที่แท้จริงกลับส่งเสริม "ธุรกิจทุนนิยมเอกชน" เมื่อใดที่สิทธิของนักลงทุนถูกคุกคาม ประชาธิปไตยต้องไปให้พ้นทาง ถ้าหากสิทธิดังกล่าวได้รับการคุ้มครอง ถึงรัฐบาลนั้นจะเป็นฆาตกรและนักกดขี่ทารุณก็ไม่เป็นไร

          รัฐบาลในระบอบรัฐสภาถูกกีดกันหรือล้มล้าง ด้วยการหนุนหลังของสหรัฐอเมริกา และบางครั้งก็ใช้การแทรกแซงโดยตรง ในอิหร่านในปี ๑๙๕๓ ในกัวเตมาลาปี ๑๙๕๔ (และในปี ๑๙๖๓ เมื่อเคนเนดีสนับสนุนให้กองทัพทำรัฐประหารเพื่อป้องกันแนวโน้มที่จะหันไปใช้ระบอบประชาธิปไตย) ในสาธารณรัฐโดมินิกันปี ๑๙๖๓ และ ๑๙๖๕ ในบราซิลปี ๑๙๖๔ ในชิลีปี ๑๙๗๓ และอีกมากมายหลายครั้งในประเทศอื่น ๆ นโยบายของสหรัฐอเมริกาในเอลซัลวาดอร์และในประเทศอื่น ๆ อีกมากมายทั่วโลกก็เป็นเช่นเดียวกัน

          วิธีการที่ใช้ก็ใช่ว่าจะสวยงาม สิ่งที่กบฎคอนทราซึ่งมีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังทำในนิคารากัว หรือสิ่งที่ตัวแทนลัทธิภัยสยองทำในเอลซัลวาดอร์หรือกัวเตมาลา ไม่ใช่แค่การฆ่าธรรมดา องค์ประกอบสำคัญคือการทารุณอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน เช่น ฟาดทารกกับก้อนหิน จับผู้หญิงแขวนห้อยหัวลง ตัดนมและถลกหนังที่ใบหน้าเพื่อให้ตกเลือดจนตาย สับหัวคนและเสียบไว้บนเสา เป้าหมายคือ บดขยี้ลัทธิชาตินิยมที่ตั้งตัวเป็นอิสระ และพลังมวลชนที่อาจนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่มีความหมายอย่างแท้จริง

 

ภัยคุกคามของตัวอย่างที่ดี

 

ม่มีประเทศไหนเป็นข้อยกเว้นจากการปฏิบัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ไร้ความสำคัญแค่ไหน แท้ที่จริง ประเทศอ่อนแอยากจนที่สุดนั่นแหละมักก่อให้เกิดความหวาดกลัวตื่นตูมมากที่สุด

          อาทิเช่น ลาว ในทศวรรษ ๑๙๖๐ ลาวน่าจะเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีชีวิตอยู่ในประเทศนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีประเทศลาวอยู่ พวกเขารู้เพียงว่าตัวเองอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ และมีหมู่บ้านเล็ก ๆ อีกแห่งอยู่ใกล้ ๆ

          แต่ทันทีที่การปฏิรูปสังคมในระดับพื้นฐานเริ่มก่อตัวขึ้นที่นั่น วอชิงตันจัดการให้ลาวตกอยู่ภายใต้ "การทิ้งระเบิดลับ" อย่างอำมหิต สร้างความย่อยยับให้เขตที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้าง ในปฏิบัติการซึ่งยอมรับกันว่าไม่เกี่ยวอะไรกับสงครามที่สหรัฐกำลังทำกับเวียดนามใต้เลย

          เกรนาดามีประชากรสักแสนคนซึ่งผลิตลูกจันทน์เทศ คุณคงแทบหาประเทศนี้บนแผนที่ไม่เจอ แต่พอเกรนาดาเริ่มปฏิวัติสังคมอย่างอ่อน ๆ วอชิงตันก็ปรี่เข้าไปทำลายล้างภัยคุกคามนั้นทันที

          นับตั้งแต่การปฏิวัติของพรรคบอลเชวิคในปี ๑๙๑๗ จนกระทั่งการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกเมื่อปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ สหรัฐสามารถอ้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีทางทหารของตนทุกครั้งว่า เป็นการป้องกันภัยคุกคามจากโซเวียต เพราะฉะนั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาบุกเกรนาดาในปี ๑๙๘๓ ประธานเสนาธิการเหล่าทัพอธิบายว่า ในกรณีที่โซเวียตเกิดรุกรานยุโรปตะวันตก เกรนาดาที่เป็นประเทศฝ่ายศัตรูอาจตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากฝั่งทะเลแคริบเบียนไปยุโรปตะวันตกได้ และจะทำให้สหรัฐไม่สามารถช่วยปกป้องประเทศพันธมิตรที่ตกอยู่ในวงล้อม มาเดี๋ยวนี้ นี่ฟังดูตลกสิ้นดี แต่นิทานประเภทนี้แหละที่ช่วยกระพือแรงสนับสนุนจากสาธารณชนให้กับการรุกราน ความโหดร้ายทารุณและการทำลายล้าง

          การโจมตีนิคารากัวหาความชอบธรรมด้วยข้ออ้างว่า ถ้าเราไม่หยุดยั้ง "พวกมัน" ไว้ที่นั่น พวกมันจะหลั่งไหลข้ามพรมแดนที่ฮาร์ลิงเกน มลรัฐเท็กซัส ซึ่งห่างไปแค่ขับรถสองวัน (สำหรับประชาชนที่มีการศึกษา มีข้ออ้างที่ปรุงแต่งให้ซับซ้อนกว่านี้มาก ซึ่งมีค่าความน่าเชื่อถือพอ ๆ กัน)

          ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจของอเมริกัน นิคารากัวสามารถสาบสูญไปเลยและคงไม่มีใครผิดสังเกตด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับเอลซัลวาดอร์ ทว่าทั้งสองประเทศตกอยู่ภายใต้การจู่โจมอย่างป่าเถื่อนจากสหรัฐอเมริกา ด้วยราคาเป็นชีวิตของคนหลายแสนและเงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์

          มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ยิ่งประเทศนั้นอ่อนแอและยากจนเท่าไร ก็ยิ่งเป็นตัวอย่างที่อันตรายมากขึ้นเท่านั้น หากประเทศยากไร้เล็ก ๆ อย่างเกรนาดาเกิดประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชน ประเทศอื่น ๆ ที่มีทรัพยากรมากกว่าก็จะตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ?"

          เรื่องนี้เป็นความจริงแม้แต่ในอินโดจีน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ค่อนข้างใหญ่และมีทรัพยากรที่สำคัญอยู่พอสมควร แม้ว่าไอเซนฮาวเออร์กับคณะที่ปรึกษาโวยวายมากมายเกี่ยวกับเรื่องข้าว ดีบุกและยางพารา ความหวาดกลัวที่แท้จริงก็คือ ถ้าประชาชนในอินโดจีน สามารถบรรลุถึงซึ่งเอกราชและความยุติธรรม ประชาชนในประเทศไทยก็จะเลียนแบบอย่าง และถ้าได้ผล ก็จะมีคนลองในคาบสมุทรมลายู และไม่ช้าไม่นาน อินโดนีเซียย่อมเจริญรอยตามวิถีทางแห่งเอกราช พอถึงตอนนั้น พื้นที่สำคัญส่วนหนึ่งของดินแดนยิ่งใหญ่ก็จะสลายวับไป

          ถ้าคุณต้องการระบบโลกที่โอนอ่อนต่อความต้องการของนักลงทุนสหรัฐ คุณต้องไม่ยอมให้ส่วนเสี้ยวใดในระบบโลกนี้เชือนแชไป ช่างน่าสะดุดใจที่ความคิดนี้มีการระบุถึงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในบันทึกที่เป็นเอกสารราชการ บางครั้งแม้กระทั่งในเอกสารที่ออกสู่สาธารณชน ยกตัวอย่างเช่น ชิลีในยุคของประธานาธิบดีอัลเยนเด้

          ชิลีเป็นประเทศค่อนข้างใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก แต่อีกนั่นแหละ สหรัฐอเมริกาไม่ถึงกับล่มสลายหรอก หากว่าชิลีจะดำเนินวิถีทางทางการเมืองเป็นเอกเทศออกไป ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องวิตกทุกข์ร้อนมากนัก? ตามคำกล่าวของคิสซิงเจอร์ ชิลีเป็น "ไวรัส" ที่อาจ "แพร่เชื้อ" ไปทั้งภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบไปได้ไกลจนถึงอิตาลี

          แม้ว่าจะโดนซีไอเอบ่อนทำลายมาถึง ๔๐ ปี อิตาลีก็ยังคงมีขบวนการแรงงาน ถ้าได้เห็นรัฐบาลสังคมนิยมประชาธิปไตยประสบความสำเร็จในชิลี นี่อาจส่งสาสน์ผิด ๆ ให้แก่ผู้ออกคะแนนเสียงเลือกตั้งชาวอิตาเลียน สมมติว่าพวกเขาเกิดความคิดเพี้ยนที่อยากจัดการประเทศของตนเอง และฟื้นฟูขบวนการแรงงานที่ถูกซีไอเอบ่อนทำลายไปในทศวรรษ ๑๙๔๐ ล่ะ?

          นักวางแผนชาวสหรัฐ นับตั้งแต่สมัย ดีน อคีสันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในปลายทศวรรษ ๑๙๔๐ มาจนถึงปัจจุบัน กล่าวเตือนไว้ว่า "แอปเปิลเน่าลูกหนึ่งสามารถทำให้เน่าได้ทั้งถัง" อันตรายก็คือแอปเปิล "เน่า" -กล่าวคือการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ- อาจแพร่ระบาดออกไป

          "ทฤษฎีแอปเปิลเน่า" ถูกขนานนามว่าทฤษฎีโดมิโน เพื่อให้เหมาะกับการบริโภคข่าวสารของสาธารณชน ฉบับปรับปรุงที่ใช้ขู่ขวัญประชาชนมีภาพลักษณ์ของโฮจิมินห์ลงเรือแคนูมาขึ้นฝั่งในแคลิฟอร์เนีย ฯลฯ ไม่แน่ว่าผู้นำสหรัฐบางคนอาจเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรณนี้ -เป็นไปได้เหมือนกัน- แต่บรรดานักวางแผนผู้อุดมเหตุผลทั้งหลายไม่เคยเชื่อเลย พวกเขาเข้าใจดีว่าภัยคุกคามที่แท้จริงก็คือการมี "ตัวอย่างที่ดี"

          บางครั้งมีการอธิบายอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเช่นกัน เมื่อสหรัฐอเมริกาวางแผนโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยของกัวเตมาลาในปี ๑๙๕๔ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศคนหนึ่งชี้แจงว่า "กัวเตมาลาได้กลายเป็นภัยคุกคามยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความมั่นคงของฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์ การปฏิรูปที่ดินเป็นอาวุธในการโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงพลัง โครงการทางสังคมระดับประเทศที่ให้ความช่วยเหลือแก่กรรมกรและชาวนา ในการต่อสู้กับชนชั้นสูงและธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่อย่างได้ผล มีพลังโน้มน้าวอย่างยิ่งต่อประชากรของประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกากลางซึ่งมีสภาพเงื่อนไขคล้ายคลึงกัน"

          กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่สหรัฐอเมริกาต้องการคือ "ความมั่นคง" อันหมายถึงความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ "ชนชั้นสูงและธุรกิจต่างชาติขนาดใหญ่" หากสิ่งนี้สามารถบรรลุถึงได้ด้วยกลไกของระบอบประชาธิปไตยตามปกติ ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าไม่ได้ "ภัยคุกคามต่อความมั่นคง" จากตัวอย่างที่ดีต้องถูกทำลายทิ้ง ก่อนที่เชื้อไวรัสจะแพร่ระบาดไปสู่ประเทศอื่น ๆ

          นั่นคือเหตุผลที่จุดด่างเพียงนิดเดียวก็สามารถเป็นภัยคุกคามได้ และต้องกำจัดทิ้งไป

 

โลกสามเหลี่ยม

นั  

บแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๗๐ โลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า โลกสามขั้ว หรือ โลกสามเหลี่ยม กล่าวคือ มีกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ๓ กลุ่มแข่งขันกัน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีเงินเยนเป็นฐาน โดยมีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางและอดีตอาณานิคมของญี่ปุ่นเป็นอาณาเขตรอบนอก

          ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษ ๑๙๓๐ และ ๑๙๔๐ ญี่ปุ่นเรียกร้องให้มีอาณาจักรมหาเอเชียบูรพา ความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นมาจากความพยายามของญี่ปุ่นที่จะแผ่อิทธิพล ในแบบเดียวกับที่มหาอำนาจทางตะวันตกแผ่บารมีในซีกโลกของตน แต่หลังสงครามโลก สหรัฐช่วยฟื้นฟูภูมิภาคนี้ให้ สหรัฐไม่มีปัญหากับการที่ญี่ปุ่นขูดรีดประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ขอให้ทำอยู่ในขอบเขตภายใต้อิทธิพลครอบงำของสหรัฐอเมริกาก็แล้วกัน

          มีงานเขียนไร้สาระจำนวนมากอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญ โดยบอกว่านี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าสหรัฐอเมริกามีจิตใจสูงส่งเพียงไร และช่วยก่อร่างสร้างตัวให้ศัตรูอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ทางเลือกของนโยบายที่ปฏิบัติจริงมีจำกัดกว่านั้น ทางหนึ่งคือช่วยฟื้นฟูจักรวรรดิญี่ปุ่น แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด (นี่คือนโยบายที่ได้รับการปฏิบัติตาม)

          ทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือถอยออกมาจากภูมิภาคนี้ และปล่อยให้ญี่ปุ่นกับประเทศเอเชียที่เหลือดำเนินไปตามวิถีทางที่เป็นเอกเทศ โดยตัดออกจากสารบบดินแดนยิ่งใหญ่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐ นี่เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้

          ยิ่งกว่านั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าญี่ปุ่นสามารถตั้งตัวเป็นคู่แข่งได้ แม้กระทั่งในอนาคตอันไกลโพ้นก็ตาม มีเพียงความคาดหมายว่าในระหว่างการพัฒนา อาจเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะสามารถผลิตของเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น (มีองค์ประกอบของลัทธิเชื้อชาตินิยมอย่างแรงแฝงอยู่ในความคิดนี้) ญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาได้ ส่วนสำคัญเป็นเพราะสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการผลิตของญี่ปุ่นและนำผลกำไรมาให้ญี่ปุ่นอย่างมหาศาล

          นักวางแผนหลังสงครามโลกยุคต้น ๆ บางคนมีสายตายาวไกลกว่า จอร์จ เคนแนนเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เขาเสนอให้สหรัฐอเมริกาส่งเสริมให้ญี่ปุ่นพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่มีเงื่อนไขจำกัดประการหนึ่ง นั่นคือ สหรัฐอเมริกาจะควบคุมการนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่น เคนแนนกล่าวว่านี่จะเอื้อให้เรามี "อำนาจใช้สิทธิยับยั้ง" เหนือญี่ปุ่น ในกรณีที่ญี่ปุ่นแตกแถว สหรัฐอเมริกาดำเนินตามคำแนะนำนี้ โดยควบคุมปริมาณน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันของญี่ปุ่น ล่วงเลยจนถึงต้นทศวรรษ ๑๙๗๐ ญี่ปุ่นยังคงควบคุมปริมาณน้ำมันของประเทศได้เพียงประมาณ ๑๐%

          นั่นคือเหตุผลหลักประการหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาสนใจน้ำมันในตะวันออกกลางมาก สหรัฐไม่ได้ต้องการน้ำมันเพื่อประเทศของตน จนกระทั่งปี ๑๙๖๘ ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันของโลก แต่สหรัฐต้องการให้คานอำนาจของโลกตัวนี้อยู่ในเงื้อมมือ และเพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จะหลั่งไหลไปที่สหรัฐและอังกฤษเป็นอันดับแรก

          นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐคงฐานทัพไว้ในฟิลิปปินส์ มันเป็นส่วนหนึ่งในระบบการแทรกแซงโลกที่มุ่งเป้าไปที่ตะวันออกกลาง เป็นหลักประกันมิให้มวลชนพื้นเมืองที่นั่นหันไปสยบยอมต่อ "ลัทธิชาตินิยมสุดขั้ว"

          กลุ่มประเทศทางเศรษฐกิจที่เป็นคู่แข่งสำคัญกลุ่มที่สองมีฐานอยู่ในยุโรป และอยู่ใต้อิทธิพลของเยอรมัน กลุ่มนี้ก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ด้วยการร่วมมือจัดตั้งตลาดร่วมยุโรป ยุโรปมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา มีประชากรมากกว่าและมีการศึกษาดีกว่าด้วย

          หากเมื่อไรยุโรปสามารถจับมือกันได้พร้อมเพรียงและผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียว สหรัฐอเมริกาอาจกลายเป็นมหาอำนาจอันดับสอง นี่ยิ่งมีความเป็นไปได้เมื่อยุโรปที่มีเยอรมันเป็นผู้นำ เป็นหัวขบวนในการฟื้นฟูยุโรปตะวันออกให้กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจตามบทบาทดั้งเดิมของมัน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สาม

          กลุ่มที่สามคือกลุ่มฐานดอลลาร์ที่มีสหรัฐอเมริกาครอบงำ ไม่นานมานี้เอง กลุ่มนี้เริ่มขยายฐานเพื่อรวมเอาแคนาดา ประเทศคู่ค้าสำคัญ และรวมเอาเม็กซิโกและส่วนอื่น ๆ ของซีกโลกเข้าไปด้วย โดยอาศัย "ข้อตกลงการค้าเสรี" ที่ออกแบบมาให้ตอบสนองผลประโยชน์ของนักลงทุนสหรัฐและพันธมิตรเป็นปฐม

          สหรัฐอเมริกาทึกทักอยู่เสมอว่ามีสิทธิเหนือลาตินอเมริกา ดังที่เฮนรี สติมสัน (Henry Stimson) (รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ และทาฟท์ (Taft) รัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีฮูเวอร์) เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า ลาตินอเมริกาเป็น "อาณาเขตเล็ก ๆ ของเราที่นี่ ที่ไม่เคยหนักหัวใคร" การสร้างเสถียรภาพให้แก่กลุ่มประเทศฐานดอลลาร์ หมายถึงแรงกดดันที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างเป็นอิสระในอเมริกากลางและฝั่งทะเลแคริบเบียนจะยังคงดำเนินต่อไป

          ถ้าหากคุณไม่เข้าใจการต่อสู้ของสหรัฐกับประเทศคู่แข่งทางอุตสาหกรรมและโลกที่สาม จะดูเหมือนว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกามีแต่ความผิดพลาดแบบเดาสุ่ม ขาดความต่อเนื่องและมีแต่ความสับสน แท้ที่จริงแล้ว บรรดาผู้นำสหรัฐประสบความสำเร็จทีเดียวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้ข้อจำกัดเท่าที่ปฏิบัติได้


New Deal โครงการและนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและปฏิรูปสังคมหลังการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โครงการนี้เน้นการสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ มีการให้กู้ยืมเงินจำนวนมาก และประสบความสำเร็จในการลดจำนวนคนว่างงานลงถึง ๗–๑๐ ล้านคน

อินโดจีนในที่นี้ หมายถึงเวียดนาม กัมพูชาและลาว

บทความที่น่าสนใจ > คมคำ–คมความคิด > What Uncle Sam Really Wants > เป้าหมายหลักในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา


หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | ชีวิตและผลงาน | >บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ
Search WWW Search พุทธทาสศึกษา

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.