||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส
เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์
บทที่ ๓ ช่วงแห่งการบุกเบิก

 

เช่าวัดให้พระอยู่และที่มาของชื่อ

? อาจารย์ครับ พอตกลงจะเข้าไปอยู่ที่วัดร้าง (ตระพังจิก) แล้ว ขั้นแรกสุดต้องบอกกล่าวใครอย่างไรหรือเปล่าครับ

          เราต้องการจะมีกรรมสิทธิ์หวงห้าม ไม่ให้คนเข้าไปวุ่นวาย ก็คิดกันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าไปอยู่แล้ว ว่าต้องมีแผนในแง่กฎหมาย โดยให้คณะธรรมทานเช่าที่วัดร้างจากรัฐบาล แล้วเราก็ตั้งทนายความไว้คนหนึ่งเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงอยู่ที่นั่น ชื่อนายคลิ้ง ศิวายพราหมณ์ เป็นผู้จัดทำสัญญาเช่าอะไรต่าง ๆ ให้เช่าในนามของแกด้วย ดูเหมือนจะมีรายละเอียดในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเล่มแรก ถ้าจำไม่ผิดพอเข้าไปอยู่แล้ว จึงค่อยจัดการเรื่องเช่าที่ต้องทำอะไรให้มีอำนาจห้ามปราบ เพราะมันเป็นที่เที่ยวเล่นของนักเลงต่อไก่บ้าง เก็บเห็ดบ้าง เก็บผักบ้าง เรากลัวเขาจะรบกวน

          ดูเหมือนเนื้อที่ราว ๆ ๗๐ ไร่ เอาแต่ตอนบน ตอนล่างลงไปเป็นป่าจากนั้นไม่เอา พอเช่าเสร็จก็ค่อย ๆ ล้อมรั้วลวดหนาม มีประตูเข้าออกทางเดียว คือด้านหน้า ที่เป็นทางเข้าในปัจจุบัน ลวดหนามก็กั้นพอเป็นพิธี ดูเหมือนจะ ๒ เส้นเท่านั้น ใช้ไม้ปักแล้วเอาลวดหนามติด ด้านหน้ากับด้านตะวันออก และตอนหลังก็ตัดไม้ประดู่ เอากิ่งไม้ประดู่นี่มาปักจนงอกขึ้นเป็นแนวรั้ว ตอนหลังตายเสียมาก เหลืออยู่ ๒-๓ ต้นที่อยู่ในวัด แล้วเราก็ขึ้นป้าย "ห้ามเยี่ยม" (หัวเราะเบา ๆ) แต่อย่างนั้น แขกมันยังรอดเข้ามาทำนั่นนี่ ทั้ง ๆ ที่เราห้ามเข้าไปเก็บผักยิงนกตกปลาอะไรต่าง ๆ วันนั้นยังจำได้ หนุ่มอิสลามคนหนึ่ง เป็นลูกคนมีอันจะกิน เขาเข้าไปเยี่ยมผม แล้วไปนั่งคุยกันจนบ่าย ตรงหน้าโบสถ์ ตอนบ่าย ๆ บนต้นไม้ตรงนั้น ที่เรียกว่าต้นพลา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสวนโมกข์ด้วยนั่นน่ะ มันมีลูกสุกพอดี แล้วนกจำพวกนกโพระดก ตัวสีเขียว มันมาเกาะเต็มไปหมด ยั้วเยี้ยไปหมด มากินลูกพลากัน หนุ่มอิสลามคนนั้นเขาบอกว่า "ภาษาของท่าน ไอ้นกนี่อยู่ได้ ถ้าภาษาของผมไอ้นกนี่ไม่มี นกนี้ต้องไม่มี จับไปแกงหมด" ภาษาอิสลามจับไปแกง เฮ่อะ ๆ ๆ ๆ อิสลามอีกคนหนึ่งแกเก็บยอดผัก เก็บใส่ห่ออยู่ ผมไปอยู่ใหม่แรก ๆ ก็ถือเคร่งหน่อย ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่มย่าม ก็เลยเข้าไปบอกว่าเก็บไม่ได้ ไม่ต้องการให้เก็บ แกบอกผมว่า "ผมมาเก็บให้มันเตียน ให้ท่านอยู่สบาย" (หัวเราะ) แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ว่ามาเก็บให้เตียน มาช่วยทำความสะอาด เฮ่อ ๆ ๆ ๆ

          เรื่องเช่าวัดนี่เคยเขียนลงในพุทธสาสนาด้วย จนยังไงไม่รู้ มหาทองสืบรู้ คงอ่านพบ ไปเล่าให้สมเด็จวชิรญาณวงศ์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดบวรฯ) ฟัง ตอนได้พบท่านครั้งแรก ท่านทักขึ้นเป็นข้อแรก "มหาเงื่อม แกทำอะไรของแกวะ เช่าวัดให้พระอยู่ เช่าวัดให้พระอยู่" (หัวเราะเบา ๆ) ผมก็ได้อันนี้เป็นเครื่องคิด พอปีหลัง ๆ ก็เลยเลิกเช่า ไม่จ่ายค่าเช่า บอกเลิกเช่า ดูเหมือนจะเช่าอยู่เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น


บริเวณโดยรอบสวนโมกข์จะมีต้นโมกและต้นพลา อันเป็นที่มาของนาม "สวนโมกขพลาราม"

 

 

? อาจารย์ครับ ชื่อสวนโมกข์นี่ได้มาอย่างไรครับ

          (หัวเราะ) มันก็เป็นธรรมดาแหละ ที่จะต้องตั้งชื่อ แต่ว่าเรื่องชื่อสวนโมกข์นี่ นายธรรมทาสเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไม่มีสิทธิ์ที่จะเกี่ยวข้อง ว่าจะตั้งชื่ออะไร เราว่าไปคนเดียว คิด คิด คิดไปตามไอ้หลักเกณฑ์ หรือตามถ้อยคำที่มีใช้อยู่ และเพื่อขบขันบ้าง เรามันมีนิสัยฮิวเมอริสท์อยู่บ้าง ฟลุคที่ว่ามันมีต้นโมกและต้นพลาที่สวนโมกข์เก่านั่น ต้นโมกนี่ยังอยู่ที่หน้าโบสถ์หลายต้น และต้นพลาก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ต้นโมกกับต้นพลา เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า (หัวเราะ) มันก็ได้ความเต็มว่ากำลังแห่งความหลุดพ้น พลังแห่งความหลุดพ้น ส่วนคำว่าอารามย่อมธรรมดา แปลว่าที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมาจริงจัง ตรงกับความหมายแท้จริงของธรรมะ วัตถุประสงค์ก็คือโมกข์ สถานที่อันเป็นพลังเพื่อโมกขะ ก็เหมาะแล้ว เมื่อแรกเสนอขึ้นมาเขาฟังขัดหูกันทั้งนั้นแหละ แปลก หรือว่าขัด ๆ หูไม่รู้อะไร โมกข-พลา ต้องอธิบายให้รู้ว่า ธรรมะคืออย่างนั้น มีความหลุดพ้นเป็นวัตถุที่พึงประสงค์ จึงเกิดวัดชนิดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความหลุดพ้น เรียกว่าโมกขพลาราม

? อาจารย์คิดปั๊บ เอาชื่อเดียวเลย หรือว่ามีชื่อให้เลือกหลายชื่อครับ

          เท่าที่นึกออก คิดทีเดียว ชื่อเดียว ทีเดียว

? นี่หลังจากมาอยู่แล้วใช่ไหมครับ

          เมื่อมันมาอยู่แล้ว ไม่ได้คิดมาแต่กรุงเทพฯ (หัวเราะ) เมื่อมาเห็นต้นโมกกับต้นพลาแล้ว

? ในกลุ่มอุบาสกที่ช่วยงานกันอยู่ เขาว่าแปลกแต่ไม่ถึงกับค้านใช่ไหมครับ

          เขาไม่รู้จะค้านอย่างไร และเขาก็ฟังไม่ค่อยจะออกว่ามันหมายความว่าอย่างไร เขายังไม่เคยเรียนบาลี มันจึงแล้วแต่เราโดยประการทั้งปวง ถึงนายธรรมทาสก็ไม่มีความเห็นอย่างไรที่จะแย้งหรือวิจารณ์ (หัวเราะเบา ๆ) พอออกมาก็เอาเลย เป็นชื่อสำนักป่าที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมวิปัสสนาธุระ ใช้คำตรง ๆ อย่างนี้เพื่อส่งเสริมวิปัสสนาธุระ

? อาจารย์ครับ ทีนี้มาถึงอีกชื่อหนึ่งครับ ชื่อพุทธทาส นี่ล่ะครับ

          อ้า นี่มันก็เรื่องไหล ๆ มา นายธรรมทาสเขาตั้งชื่อของเขาก่อน ธรรมทาส (หัวเราะ) ทีนี้เราเห็นว่ามันว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ก็เลยเห็นว่ามันน่าจะชื่อพุทธทาส แล้วเจ้าคุณวัดสามพระยาสมัยนั้น สมเด็จวัดสามพระยาตอนนี้แหละ ท่านเกิดชอบขึ้นมา ท่านก็เลยใช้ชื่อสังฆทาสอยู่พักหนึ่ง และท่านก็จัดการเรื่องของคณะสงฆ์เป็นการใหญ่ ปฏิรูป ปฏิวัติอะไรกัน ในเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ก็เลยใช้ชื่อตัวเองว่าสังฆทาสเลยได้มีครบชุด (หัวเราะ) อยู่ที่ไชยา ๒ คน อยู่ที่กรุงเทพฯ คนหนึ่ง

? เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัวไหมครับ

          ไม่ ไม่รู้จัก ไม่รู้จักอะไรกันเลย แต่ท่านได้อ่านหนังสือของเรา

 


ท่านอาจารย์เริ่มเข้ามาอยู่ที่วัดร้างตระพังจิก
เมื่อวันวิสาขบูชาที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
พอถึงเดือนสิงหาคม ท่านก็เริ่มทยอยเขียนหนังสือ ตามรอยพระอรหันต์
โดยเริ่มคำประณมพจน์ (ด้านขวา)
และคำประกาศใช้นาม "พุทธทาส" (ภาาพบนสุด)
แต่ในปีแรกนั้นยังไม่ได้ตีพิมพ์ ปีต่อมาจึงเริ่มทยอยตีพิมพ์
ในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา และหลายปีต่อมา (๒๔๙๕)
คณะธรรมทานจึงรวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก
ภาพปกด้านบนนี้ เป็นฉบับที่ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุวิชานนท์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙

 

? ชื่อพุทธทาสนี่ตั้งเมื่อไรครับ

          เรียกว่าตั้งหรืออะไรก็ไม่รู้ ครั้งแรกเขียนบทความไปลง กรุงเทพเดลิเมล์ หนังสือพิมพ์ใหญ่สมัยนั้น เราเริ่มใช้ชื่อนี้ แต่เขาไม่ลง เขียนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนานี่แหละ

? ก่อนตั้งสวนโมกข์หรือครับ

          ก่อน ก่อนสวนโมกข์ แต่นายธรรมทาสเขาใช้ชื่อธรรมทาสแล้ว ไล่ ๆ กัน ต่อมามีคนชอบคำว่าทาส เอาไปตั้งชื่ออริยทาสบ้าง อะไรทาสบ้าง หลาย ๆ ทาส (หัวเราะ) เมื่อไม่นานมานี้มีใครนะเขียนไปลงในหนังสือพิมพ์มติชน ว่ามันต้องเลิกคำว่าทาส เพราะสมัยนี้ไม่มีทาสแล้ว เขียนทำนองกระทบ ๆ เปรียบเปรย แต่ผมไม่อยากจะเขียนไปตอบโต้ เพราะมันคนละทาส ความหมายมันคนละอย่าง ไอ้ทาสที่เลิกน่ะมันอย่างหนึ่ง ไอ้ทาสอย่างชื่อเรานี่มันเลิกไม่ได้ และมันเป็นขึ้นโดยธรรมชาติโดยอัตโนมัติ มันเลิกไม่ได้ ฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ๒-๓ เดือนมานี่ ลองอ่านดูแล้ว เขาก็คงจะมุ่งหมายกระทบผม กระทบเป็นส่วนใหญ่ ที่เขียนบทความนี้

? ผมอ่านในเดอะ มิดเดิล เวย์ เห็นมีฝรั่งเขาใช้ชื่อพุทธทาสเหมือนกันระยะนี้

          โอ้ นั่นเขาชื่ออยู่คนหนึ่งแล้ว อยู่ที่อเมริกา เป็นคนลังกา ใช้ชื่อพุทธทาสเป็นฆราวาส ดูเหมือนจะชื่อพุทธทาส หิริวิชัยหรืออะไรนี่

? เป็นชื่อจริงของเขาหรือครับ

          เป็นชื่อจริง ไม่ใช่นามแฝง มีคนเข้าใจสับสนกับผมบ่อย คนนั้นเขาเป็นฆราวาส เป็นพุทธบริษัทที่เด่นอยู่ในสังคมคนหนึ่ง

? รู้สึกเขาเป็นนักวิชาการใช่ไหมครับ

          เขาเขียนทางวิชาการ ทางทฤษฎีอยู่บ่อย ๆ

? อาจารย์ครับ ผมเคยได้ยินว่า อาจารย์เคยไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อแล้วเขาไม่ยอมให้จด

          ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยน เขาว่าเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีคำว่าพุทธ

? พร้อม ๆ กับโยมธรรมทาสหรือเปล่าครับ

          นายธรรมทาสเขาจดได้ก่อนนานแล้ว ของผมนี่มาจดตอนมีสวนโมกข์แล้ว ถึงได้ยื่นคำร้อง เขาว่าไม่ได้ ลบหลู่พระพุทธเจ้า เอาคำว่าพระพุทธเจ้ามาใช้ นี่คุณดูความรู้ สติปัญญาของเจ้าพนักงานของประเทศไทย มันมีความรู้อย่างนี้ ก็เลยขี้เกียจไปทะเลาะกับคนชนิดนี้

? ใครครับอาจารย์ ศึกษาอำเภอหรือเปล่า

          โน่น ที่กรุงเทพฯ โน่น การเปลี่ยนชื่อต้องขึ้นถึงกรุงเทพฯ เขาต้องไปพิจารณา แล้วอนุญาตลงมาจากกระทรวงไหนก็ไม่รู้ จะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงวัฒนธรรมอะไรก็ไม่รู้ เขาตอบมาว่าอย่างนั้น แล้วก็มีอีกคนหนึ่งชื่อ พุทธทัตตะ เป็นชาวลังกามีชื่อเสียงมาก เอ็นไซโคลปิเดีย บริตานิกา ลงเรื่องของพุทธทัตตะนี่ มีหลายคนคิดว่าเป็นผม ที่กรุงเทพฯ น่ะเอาไปโฆษณา เอาไปป่าวข่าวกันใหญ่ รวมทั้งคุณวิโรจน์ อะไรด้วยนี่

? สมัยที่ผมเป็นนักเรียน หนีโรงเรียนมาที่นี่ ท่านวิรัติก็เคยบอกผมอย่างนั้น

          อย่างงั้นเหรอ (หัวเราะ) ก็มันมีหนังสือพิมพ์ลง หนังสือพิมพ์ในเมืองไทย หนังสืออะไรนะ ขี้ประติ๋ว เอาไปลงว่ามีเกียรติ ผมก็ฉงนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ต่อมาผมก็เห็นอาติเกิลที่ว่านั้นเองในเอ็นไซโคลปิเดียนั้น อ้าว มันพุทธทัตตะ นี่หว่า คนนี้ผมก็เคยพบที่อินเดีย ไปธุระอะไรที่มัทราส เราก็ไปถึงนั่น ก็เลยฉันข้าวร่วมกัน เห็นจะอายุพอ ๆ กัน

? อาจารย์เคยนึกไม่ชอบชื่อเดิมตัวเองไหมฮะ

          ไม่เคยนึก มันไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ ผมชอบที่มันแปลไม่ได้ แต่ตอนโน้นก็ไม่ค่อยนึกอะไรมาก ไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แต่ตอนหลัง ๆ มา เมื่อเรียนหนังสือหนังหาอะไรแล้วก็ชอบ ที่นายธรรมทาสใช้ว่าเงื้อมนั้นไม่ถูกแน่ ผมเคยเซ็นชื่อเงื่อมมาแต่แรก ทั้งในบัญชีโรงเรียนก็เงื่อม แล้วมันก็แปลไม่ได้ แต่ว่าคนโดยมาก ชาวบ้านโดยมากเขาเรียกเพี้ยนเป็นเนื่อมไปก็มี เนื่อมนี่มากที่สุด เงื้อมไม่มี ชื่อผมโดยแท้จริงชาวบ้านเขาจะออกเสียงว่าเหงื่อม (เสียงอยู่ในหู) ความหมายไปตรงกับคำว่าเงื้อม แต่ออกเสียงเป็นเหงื่อม ก็เลยทำให้คนเข้าใจว่ามาจากเงื้อม พอได้ยินคำว่าเงื่อม เขานึกถึงเงื้อมกันทั้งนั้น ดังนั้นสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ท่านเรียกผมว่าเงื้อม เพราะไม่รู้ว่าเงื่อมมันหมายความว่าอะไร ก็สันนิษฐานว่าคงจะเงื้อมนั้นเอง

? เมื่อตอนอาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ระยะแรกสุด มีบริขารหรือสิ่งของอะไรติดตัวเข้าไปบ้างครับ

          ก็ไม่มีสมบัติอะไร มีหนังสือ ๒-๓ เล่ม มีบาตรและมีตะเกียงน้ำมันมะพร้าวทำด้วยแก้วลอยไส้ จุดอยู่หน้าพระพุทธรูป ยังไม่คิดจะเขียนหนังสือระยะแรก ต่อเมื่อจะเขียนหนังสือจริงจัง จึงมีกุฏิและตะเกียงหลอดใช้ มันเป็นตะเกียงน้ำมันขนาดเล็ก มีหลอดแก้วยาว ผมใช้อยู่หลายปีหลอดไม่เคยแตกเลย จนมีคนอื่นมาทำของผมแตก

          บริขารนอกนั้น ก็มีจีวร ตอนนั้นผมใช้จีวรค่อนข้างดำ ย้อมเอง ย้อมด้วยแก่นขนุน แช่ทิ้งไว้นานหน่อย ยางขนุนพอได้แสงแดดก็ทำให้ผ้าดำ ในพุมเรียงก็มีพระห่มจีวรดำ ๆ อยู่แล้ว เช่นอาจารย์เหม็นนี้ก็จีวรดำ อาจารย์ทุ่มก็จีวรค่อนข้างดำ แล้วก็มีท่านแช่ม พระใบฎีกาแช่ม จีวรดำปี๋ เจ้าคุณชยาภิวัฒน์ก็จีวรค่อนข้างดำ สีพอเหมือนปีกนกเหยี่ยว ตอนหลังมันขี้เกียจ มันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเอง แต่ผมก็ไม่เคยใช้จีวรเหลืองอ๋อย ถ้าจีวรใหม่มักจะย้อมด้วยน้ำกรักทีหนึ่งก่อนเสมอ เพื่อให้มันทน ให้ยางไม้จับเส้นด้าย แล้วใช้ได้ทน และก็ซักได้เรื่อย ไม่ต้องย้อมบ่อยนัก ถ้าย้อมสีธรรมดา ต้องย้อมทุกครั้งที่ซัก เพราะสีมันหลุดหมด

          ตอนอยู่สวนโมกข์เก่า นาน ๆ จะมีคนถวายจีวรสักที เมื่อผ้าขาด ผมก็ปะเองเย็บเอง จึงมีบางสมัยได้ใช้ผ้าปะตามแบบอย่างของพระอริยเจ้าแต่ก่อนด้วย รู้สึกว่าดี ได้ความนึกคิดกว้างขวาง โดยไม่ต้องลงทุนอะไร ทั้งยังได้ผ้าใช้ไม่ขาดแคลนอีกด้วย

          ตอนหลัง ๆ มานี่ก็เลิกย้อมเด็ดขาด เพราะมันนึกขึ้นมาได้ว่าทำให้มันดำ ทำให้มันแปลกเพื่อน มันอยากจะดีกว่าเพื่อน มันก็เล่นละคร แกล้งย้อมดำอวดคน ก็เลยเลิก ไม่เอาเลย ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม

? ผ้าห่ม มุ้ง หมอน อาจารย์ใช้ทำอย่างไรครับ

          โดยมากก็ใช้จีวรห่ม มันก็พอแล้ว มีบางครั้งที่คลี่สังฆาฏิห่มด้วย หมอนก็ใช้ไม้สองอันวางหัวท้าย แล้วใช้ไม้กระดานเล็ก ๆ ตอกขวางคล้ายม้ารองนั่ง แต่เตี้ย ๆ เท่ากับหมอน ใช้ผ้าสังฆาฏิพับ ๆ รองเสียชั้นหนึ่ง หมอนอย่างนี้เป็นของธรรมดา ๆ ชาวบ้านก็ใช้กันอยู่ทั่วไป มุ้งไม่ได้ใช้ ถ้าไม่สบายจึงใช้มุ้ง ปกติไม่ได้ใช้ ยุงมีบ้างก็สุมไฟเอา คลุมโปงเอาบ้าง เวลาค่ำ ตากวยแกก็จะสุมไฟขึ้นมา ยุงก็ไม่ค่อยมี

? อาจารย์ถือธุดงควัตรอะไรบ้างครับ

          ก็ถือเท่าที่จะถือได้ทันที เช่นฉันหนเดียว บิณฑบาตเป็นวัตร ใช้ผ้า ๓ ผืน

? ถือผ้า ๓ ผืน เวลาอาบน้ำทำอย่างไรครับ ใช้สบู่หรือเปล่าครับ

          ก็ใช้ผ้าอาบน้ำ เราถือ ๓ ผืนแบบใช้ผ้าอาบด้วย แต่ก็มีบางทีเหมือนกันที่ซักสบง ก็ต้องนุ่งจีวรแทน จีวรถ้าเอามาพับกลางตามยาวก็เท่ากับสบง ๒ ชั้น นุ่งแทนสบงจนกว่าสบงจะแห้ง ถ้าถือ ๓ ผืนต้องถืออย่างนี้ สบู่ไม่ได้ใช้หรอก ใช้ผ้าถูเอา ไม่เปลือง ไม่ยุ่ง ตอนแรก ๆ รองเท้าก็ไม่สวม ร่มก็ไม่ใช้ บางครั้งเดินมาเทศน์ที่คณะธรรมทาน ซึ่งต่อมาย้ายมาริมทางรถไฟที่ไชยา เดินมาโดนฝนเปียกชุ่ม นั่งเทศน์กันจนมันแห้งไปเอง สุขภาพกลับแข็งแรง ไม่สวมรองเท้า ไม่ใช้ร่มกลับทนแดดทนฝน หวัดไม่เป็นเลย ออกกำลังกายอย่างอื่นก็ไม่ค่อยมี นอกจากกวาดใบไม้ กวาดขยะ แต่เราก็ขี้เกียจ ส่วนมากก็เดิน เดินไปเดินมาแบบเดินจงกลมนั่นแหละ แต่ว่าเดินเร็ว ๆ ออกกำลัง บางทีก็เดินคิดอะไรเล่น เพราะว่านั่งเมื่อย แต่ส่วนมากเดินคิดอะไรออกดี ๆ มักจะเป็นเวลาเดินมาเทศน์ที่ไชยา ผ่านทุ่งนาผ่านอะไร คิดได้ก็จดใส่มือ มาถึงก็จดลงกระดาษ เพราะความคิดดี ๆ แบบนี้ บางทีมันเกิดขึ้นแล้วมันจะไม่กลับมาอีก

<-- ^ -->

...

ชีวิตและผลงาน > ประวัติ > อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" >
>
เช่าวัดให้พระอยู่และที่มาของชื่อ

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.