||\\พุทธทาสศึกษา : ศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส ชีวิตและผลงาน
หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส > ค่ายธรรมบุตร
ขอขอบคุณและอนุโมทนา คุณอุทัยวรรณ เอกพินิทพิทยา
ผู้อาสาพิมพ์ต้นฉบับเรื่องนี้เพื่อเผยแพร่ในเว็บพุทธทาสศึกษา

ค่ายธรรมบุตร
(เรื่องที่ ๑)

ลูกเสือ คือ ธรรมบุตร

บรรยาย อบรมลูกเสือ และ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
ณ ค่ายธรรมบุตร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

๖ มิถุนายน ๒๕๐๙

 

ท่านที่เป็นลูกเสือและผู้บังคับบัญชาลูกเสือทั้งหลาย,

          อาตมาได้รับการขอร้องให้มาช่วยบรรยายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่จะเป็นลูกเสือในวันนี้ เท่าที่นึกออกก็มีแต่ความคิดเห็นบางอย่างบางประการ ซึ่งควรจะถือว่า เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว ; เพราะว่าเรื่องหลักสูตร หรือหลักวิชา หรือกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้ว ; เรื่องที่จะเป็นประโยชน์ออกไปก็คือ เรื่องที่ยังไม่เคยทราบไม่เคยคิดเคยนึกก็ได้ ; เพราะฉะนั้น จึงได้ถือเอาโอกาสนี้เป็นโอกาสสำหรับบรรยายความคิดเห็นส่วนตัวและเกี่ยวกับลูกเสือ.

ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่าลูกเสือ

ข้  

อแรกที่สุดก็คือ ความรู้สึกของอาตมาเอง เกี่ยวกับคำว่า "ลูกเสือ" คนอื่นหรือแม้แต่หลักการของลูกเสือเอง อาจจะรู้สึกในความหมายของคำว่า ลูกเสือ เป็นอย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน. แต่สำหรับอาตมานั้น สรุปความแล้วรู้สึกว่า คำว่าลูกเสือนี้ก็เป็นคำที่เหมาะดีสำหรับยุวชน คือหมายถึง การที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพ อย่างเดียวกับเสือ แต่ไม่ใช่เป็นเสือไปในทางที่จะทำร้าย ต้องเป็นเสือในทางที่จะต้องทำความดี ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า เสือได้เหมือนกัน. สำนวนนี้มีในภาษาของพระธรรม หรือของพระศาสนา ถือว่าให้กล้าหาญ หรือสามารถเหมือนเสือ ในการที่จะทำลายสิ่งซึ่งเป็นศัตรู เป็นอุปสรรค เป็นปรปักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภิกษุ ก็คือการทำลายกิเลส.

          ในพระบาลี มีคำกล่าวอุปมาใช้แก่ภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานภาวนานี้ว่า เป็นเสือ ซุ่มอยู่ในป่าคอยจะจับสัตว์ป่า. นั้นก็คือการปฏิบัติธรรมะ หรือตัววิปัสสนานั่นเองเรียกว่า "ป่า" แล้ว จับสัตว์คือ "กิเลส" และ ฆ่ากิเลสนั้นให้ตาย ; เพราะฉะนั้น คำว่า เสือ ที่นำมาใช้ภิกษุในกรณีอย่างนี้นั้น หมายถึงการทำดี ; ไม่ใช่เสือที่เบียดเบียนสัตว์อื่นอย่างไม่มีความหมาย, หรือเสืออย่างที่เรียกว่า เสืออันธพาล ; เพราะฉะนั้นเราจะถือเอาคำว่า เสือ ในลักษณะที่มีความหมายอย่างนี้ เป็นข้อใหญ่ใจความ. อาตมาอยากจะขอร้องให้ถือเอาความหมายอย่างนี้ ในฐานะที่เกี่ยวกับธรรมะ ไม่ได้หมายความว่า เพียงแต่กล้าหาญ หรือเข้มแข็ง หรือมีสมรรถภาพ, แล้วนำไปใช้ในทางที่ผิด ; แต่ใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น หรือแก่โลกให้ถึงที่สุด.

กิจกรรมของลูกเสือ เป็นความมุ่งหมายทางศาสนาด้วย

ถ้  

าเราจะมองดู กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับลูกเสือมาตั้งแต่เริ่มแรก จะปรารภเรื่องของโลก หรือเรื่องของส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ ; เหมือนอย่างว่าเห็นเด็กประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นอันธพาลเกเร เป็นอันตรายต่อสังคม ก็ต้องนึกที่จะจัดการแก้ไขให้กลายเป็นดี. ความมุ่งหมายอย่างนี้ เป็นความมุ่งหมายของกิจกรรมในทางศาสนาทั่ว ๆ ไปด้วย ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ศาสนาคริสเตียน มีนิกายที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้น เพื่อจะจัดการกับเด็ก ที่ไร้ที่พึ่ง หรืออนาถา หรือเกเร กระทั่งเป็นเด็กเกเรอยู่ตามถนน หรือตามหน้าโรงหนัง ก็มีความมุ่งหมายที่จะกวาดเอามาให้หมด เอามาสู่ร่มเงาของศาสนาแล้วก็อบรมสั่งสอน จนกลายเป็นพระเป็นเณร เป็นบิชอพ คือเป็นสังฆราชประจำถิ่นไปก็ยังมี จากเด็กเกเรหน้าโรงหนัง.

          เราจะเห็นได้ว่า มนุษย์เริ่มรู้จักปัญหาข้อนี้กันมานานแล้ว และรู้จักกันเป็นวงกว้าง ; ฉะนั้น ความมุ่งหมายของการที่มีลูกเสือขึ้นมา ก็ควรจะอยู่ในข้อที่เห็นแก่ยุวชน, การสร้างจิตใจของยุวชนนี้เป็นส่วนใหญ่ ; ส่วนจะเติบโตหรือเป็นผู้ใหญ่นั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา. ฉะนั้นจึงหวังว่า เราจะได้มองกันถึงอนาคตของยุวชน ; โดยที่เห็นว่า เพียงแต่ให้ศึกษาเล่าเรียนทางวิชาหนังสือนั้นไม่พอ ไม่อาจจะเป็นการปลอดภัย เพราะการศึกษาวิชาความรู้ทางหนังสือหนังหานั้นทำให้ฉลาดได้จริง ให้สามารถได้จริง ; แต่ยังขาดน้ำใจหรือ spirit ชนิดที่เป็นธรรมะ ; ฉะนั้นเขาจะใช้ความรู้ความฉลาดนั้นในทางที่เป็นภัยต่อสังคมก็ได้. อย่างที่เราเห็นทั่ว ๆ ไปว่า คนที่มีการศึกษาดีแล้วกลายเป็นคนทำความผิด เป็นที่ประฌามของคนทั่ว ๆ ไปก็มี, ที่ติดคุกติดตะรางก็มี อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น spirit ของเรื่องลูกเสือจึงไม่ซ้ำรอยกับการศึกษา ด้วยวิชาความรู้อย่างนั้น แต่ต้องการจะเป็นผู้มีจิตใจดี.

ลูกเสือควรสนใจ "ธรรมะ" เพราะทำให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์

ที  

นี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้มุ่งหมายความมีจิตใจสูงเป็นส่วนใหญ่. ส่วนวิชาความรู้นั้นไม่เอาเป็นประมาณ ; เพราะถือว่า วิชาความรู้ยังไม่ทำคนให้จิตใจสูง ; จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ เคียงคู่กันขึ้นมากับวิชาความรู้. พอคิดว่าอยากจะกล่าวถึงคำว่า ธรรมะ ก็เลยไปถึงคำว่า ธรรมบุตร ; ส่วนมากท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ชื่อว่า "ธรรมบุตร" ของค่ายนี้เนื่องมาจากความคิดเห็นของอาตมา ฉะนั้นควรจะได้ฟังความคิดเห็นจากอาตมาโดยตรงนี้บ้างไม่มากก็น้อย.

          คำว่า "ธรรม" นั้น เป็นคำที่สำคัญ. ท่านจงรู้จักคำว่า "ธรรม" ไว้ในฐานะที่ เป็นสิ่งที่จะช่วยโลก หรือช่วยมนุษย์ให้ปลอดภัย.

          จริงอยู่ที่คำว่า ธรรม นี้ มีความหมายมาก หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย ; โดยเฉพาะสำหรับภาษาบาลีแล้ว คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะนี้ หมายถึง ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย. เพื่อเป็นความรู้รอบตัว ; เสียเวลาสองสามนาทีฟังเรื่องนี้ก็ได้.

          สำหรับภาษาบาลีนั้น คำว่า "ธรรม" หมายถึงธรรมชาติทุกสิ่ง คือว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติทุกสิ่งก็เรียกว่า ธรรม ; จะเป็นก้อนดิน ก้อนหิน ดินทราย, ทุกอย่างที่มนุษย์รู้จัก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฟ้าฝน, สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้ก็เรียกว่า ธรรม. ถ้ามีรูปร่าง ก็เรียกว่า "รูปธรรม", ถ้าไม่มีรูปร่าง ก็เรียกว่า "อรูปธรรม", เป็นความรู้สึกนึกคิด ของคนเรา ไม่มีรูปร่างหรือความดีความชั่วนี้ ไม่มีรูปร่าง ก็เรียกว่า "นามธรรม" เป็นต้น. ธรรมชาติทุกสิ่งก็เรียกว่า ธรรม.

          ที่นี้ในธรรมชาติทุกสิ่งมีกฎเกณฑ์อยู่ในตัวมันเอง ก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั่น ก็คือ "ธรรม" อีกเหมือนกัน ; เช่นว่า สิ่งนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ สิ่งนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อมาผสมกันเข้าจะต้องเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น หรือจะต้องไปเองตามกฎของมัน ก็เรียกว่า ธรรมชาติ และเรียกว่า "ธรรม" ด้วยเหมือนกัน.

          หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ ก็เรียกว่า ธรรม. ในภาษาบาลี เรียกว่า ธรรม ; เช่น เกิดมาจะต้องกินอาหาร จะต้องบำรุงร่างกาย จะต้องหากิน จะต้องประกอบกิจหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อตนเอง เพื่อผู้อื่น หน้าที่ทางร่างกายทางจิตใจทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม"

          เมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วมีผลเป็นความสุขความเจริญอย่างไร ขึ้นมาจนกระทั่งบรรลุ มรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ ก็เรียกว่า "ธรรม". ฉะนั้นจงรู้คำว่า ธรรม ไว้ว่า เป็นคำที่ประหลาดที่สุดในโลก ไม่อาจจะกลายเป็นภาษาอื่นได้ ก็ต้องใช้คำว่า "ธรรม" ไปตามเดิม ในภาษาไทยเราก็ใช้คำว่า ธรรม ไปตามเดิม ขืนแปลเป็นภาษาอื่น ก็ได้ความหมายแคบ.

          สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมชาติแท้ ๆ ก็เรียกว่า ธรรม. กฎเกณฑ์ของธรรมชาติทั้งหลายก็เรียกว่า ธรรม, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น ก็เรียกว่า ธรรม, และผลที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัตินั้นก็เรียกว่า ธรรม. ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรเหลือที่จะไม่เรียกว่า ธรรม ; เป็นพวกดีก็มี เป็นพวกชั่วก็มี ไม่ดีไม่ชั่วก็มี.

          ทีนี้ ที่หน้าที่เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี้ : ธรรมส่วนนี้ หรือประเภทที่สามนี้ ก็คือเมื่อเรามาถึงพวกเราที่เรียกว่า "ลูกเสือ" คนที่เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ จะต้องรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ในฐานะที่เป็นมนุษย์. ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ใช่มนุษย์ คือยังเหมือนสัตว์เดรัจฉาน. เรารับผิดชอบในหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ; เราก็ต้องทำสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น นี้เรียกว่าหน้าที่.

ลูกเสือมีหน้าที่เหมาะสมแก่คำว่า "ธรรมบุตร"

 

นทางศาสนามีหน้าที่ ที่จะต้องทำลายกิเลส คือละความชั่วหรือตัดความชั่วให้ขาดออกไป. เราจะเห็นได้ว่า ถ้ากิจกรรมของลูกเสือมุ่งหมายจะบำบัดความชั่วร้ายบางอย่างบางประการออกไป มันก็ตรงกันกับหลักของศาสนาซึ่งเป็นหน้าที่ ; คำว่า หน้าที่ จึงกว้าง ไม่ว่าหน้าที่ชนิดไหน . ถ้าเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ควรกระทำแล้วก็เรียกว่า หน้าที่ หมด, และ ลูกเสือก็มีหน้าที่ ที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อความดีความงาม ความเจริญของเพื่อนมนุษย์ หน้าที่อันนี้เองเรียกว่าธรรม ในที่นี้. เราก็กลายเป็นผู้ประพฤติธรรมหรือทำหน้าที่ตามธรรม ; อาตมาจึงได้ใช้คำว่า "ธรรม" เป็นคำสำคัญ แล้วก็เลยใช้คำว่า "บุตร" ต่อท้ายคำว่า "ธรรม" ซึ่งแปลว่า "ลูกของธรรม"

          คำว่า "บุตร" นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคลอดออกมาจากท้องของใครโดยตรงจึงจะเรียกว่า บุตร ; แต่หมายถึงว่า ถ้าเกิดออกมาจากสิ่งนั้นโดยวิธีใดก็ตามก็เรียกว่า "บุตร" ได้เหมือนกัน. เพราะว่าเรามีการเกิดได้หลายทาง ทางร่างกายก็เกิดได้ ทางจิตใจก็เกิดได้. ทางร่างกายเราเกิดจากท้องของแม่ ท้องของพ่อรวมกันก็เป็นเสร็จเรื่องเกิดทางร่างกาย.

          คำว่า เกิดทางใจ นี้ ยังเกิดได้อีกหลายอย่างหรือหลายหน อย่างไปบวชในพระพุทธศาสนาก็เรียกว่า เกิดโดยอริยชาติ อย่างนี้ก็มี, เกิดโดยธรรม หรือถ้าไปบรรลุ มรรค ผล เป็นพระอริยเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็เรียกว่า เกิดโดยอริยชาติ แม้ไม่ต้องบวชก็ยังได้. ถ้าไปบวชเพียงแต่สักว่าไปบวชก็เรียกว่าเกิดใหม่ โดยธรรม หรือโดยธรรมวินัยอย่างนี้ก็เรียกว่าเกิด.

          ผู้ที่ เกิดจากธรรม ก็คือว่า ผู้นั้นได้เปลี่ยนนิสัยจิตใจ ความรู้สึกคิดนึกความปรารถนาเดิม ๆ หมดแล้วก็มาสู่ความรู้สึกคิดนึก การกระทำ ความต้องการตามปรารถนาที่เป็นไปตามธรรม ; ฉะนั้นเขาจึงมีจิตใจอันใหม่เท่ากับเกิดใหม่ ก็เรียกว่า เกิด หรือผู้เกิด หรือ "บุตร" ในที่นี้. เมื่อแปลคำว่า ธรรม เป็น ธรรมบุตร ก็แปลว่า "เกิดแต่ธรรม" เป็น ธรรมบุตร ธรรมบุตรก็แปลว่า บุตร.

          ทีนี้จะอธิบายต่อไปว่า ทำไมจึงเรียกลูกเสือในลักษณะที่เป็นธรรมบุตร ? เพราะว่าลูกเสือ ถ้าปฏิบัติถูกตรงตาม spirit ของลูกเสือ คนนั้นก็เหมือนกับมีการเกิดใหม่โดยธรรม, ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของลูกเสือนั้น ทุกข้อทุกกระทงทุกแง่ทุกมุมเป็นไปตามทางธรรม. กล้าท้ากล้าพูดว่า ให้ไปแยกแยะดูเถอะหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์ความมุ่งหมายอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นของลูกเสือทุกข้อนั้น ไม่เป็นของแปลก ไม่เป็นของใหม่ไปจากหลักเกณฑ์คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา. ถ้ารู้สึกว่ามันแปลกมันใหม่ไป ไม่มีในพระพุทธศาสนา ; นั่นก็แปลว่า ผู้นั้นไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เคยศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนา.

          ตามหลักของพุทธศาสนา นั้น นิยมคุณธรรมทุกอย่างทุกประการครบถ้วนเป็นบริวาร สำหรับการปฏิบัติธรรมะที่สูงขึ้นไป : เรื่อง ความสะอาด เรื่อง การประหยัด เรื่องการ แคล่วคล่องว่องไว เรื่อง ความซื่อสัตย์ เรื่อง ความกตัญญูกตเวที เรื่อง เมตตากรุณานี้ เป็นบทเรียนเบื้องต้น เป็นหลักธรรมะเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา ; มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลี มีอยู่ในพระไตรปิฎกหมด ; จึงกล้ากล่าวท้าอย่างท้าทายว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ความมุ่งหมายต่าง ๆ ระเบียบ spirit ต่าง ๆ ของลูกเสือนี้ ไม่มีอะไรจะแปลกใหม่ ไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า.

          ส่วนที่ท่านไม่ทราบนั้น ก็เป็นเพราะท่านไม่ทราบ ; จึงขอท้าทายให้ไปค้นดู ไปศึกษาดู ก็จะพบ จึงเรียกรวมกฎเกณฑ์ความมุ่งหมายต่าง ๆ ของลูกเสือนี้ไว้ในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวได้เหมือนกัน. ทีนี้เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งมา เป็นลูกเสืออย่างถูกต้องตามความมุ่งหมาย ตามเจตนารมณ์อันนี้แล้ว คนนั้นก็เกิดใหม่โดยธรรม ได้ชื่อว่าเป็น "ธรรมบุตร" ไปในที่สุด ถ้าท่านเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ก็ไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกัน เป็นเรื่องเดียวกัน.

เหตุที่ใช้คำว่า "ค่ายธรรมบุตร"

 

าตมาเคยพูดเสมอว่า คำว่า "ธรรมบุตร" นั้น เป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า "ลูกเสือ", หรือคำว่า "ลูกเสือ" นั้น ก็มีหมายความอย่างเดียวกับคำว่า "ธรรมบุตร" มาตั้งแต่ทีแรก คือนมนานมาแล้ว ตั้งแต่สนใจเรื่องของลูกเสือ. พอมีค่ายลูกเสือที่นี่เข้า ก็นึกถึงสิ่งนี้มากขึ้น จนกระทั่งแนะนำว่า ควรจะใช้คำนี้เป็นชื่อของค่ายลูกเสือ คือสถานที่ของคนที่เกิดแต่ธรรม : คือลูกของธรรม เรียกตรง ๆ ว่า "ลูกของธรรม" คือ "ลูกเสือ" นั่นเอง. ลูกก็คือบุตรอยู่แล้ว ทีนี้เสือนั้นจะต้องประกอบด้วยธรรมจึงจะเป็นเสือ ; ไม่ใช่เสืออันธพาล. คำว่า เสือนั้นต้องประกอบด้วยคุณธรรม คือความกล้าหาญ ความมีความ สามารถ และความ หวังดีต่อความดีความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม อะไรเหล่านี้เป็นต้น จึงจะเรียกว่า "เสือ" ตามความหมายที่แท้จริง. ถ้าว่า "เสือ" คือคำว่า "ธรรม", คำว่า "ลูก" คือคำว่า "บุตร", คำว่า "ธรรมบุตร", จึงมีความหมายอย่างนี้ และได้ใช้เป็นชื่อค่ายนี้ขึ้น.

          คำว่า "ธรรมบุตร" อาจจะใช้ได้ต่อไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ เป็นคนชรา เช่นเดียวกับคำว่า "ลูกเสือ". เราเป็นลูกเสือกันได้จนแก่จนชราจนเข้าโลงไป, หรือเป็น "ธรรมบุตร" ได้จนเข้าโลงไปเหมือนกัน. การเป็นลูกเสือก็คือ การเป็นธรรมบุตรตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสาน. การที่กล่าวอย่างนี้ก็เพื่อตัดความเข้าใจผิดบางอย่าง ; ที่คนหนุ่มคนสาวจำนวนมากจำนวนหนึ่งรังเกียจคำว่า "ธรรม" ; เพราะเขาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม". นั้นเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ; แม้เขาจะคุยว่า เขาชอบความหมายของคำว่า ลูกเสือ ก็แปลว่า เขายังไม่รู้จักลูกเสือ ถ้าเขายังรังเกียจคำว่า ธรรม. และถ้าเขากล้าคิดว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยปราศจากธรรม ; อย่างนี้แล้วก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้.

          ที่เรากล้าพูดหรือกล้าท้าทายว่า สิ่งที่จะช่วยโลกนั้นไม่มีอื่น นอกจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม". การที่ลูกเสือนี้จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น, หรือว่าเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ในโลก หรือโลกนี้ เป็นส่วนถาวรยืดยาวต่อไปข้างหน้า และคิดว่าทำได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ดังนี้, เป็นความคิดที่โง่เขลาถึงขนาดที่ ขออภัยต้องใช้คำว่าโง่เขลา. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือสิ่งที่จะช่วยโลกโดยตรง, มีความหมายอย่างนั้นแต่อย่างเดียว. ถ้าใครมีความคิดที่จะไปช่วยผู้อื่น หรือช่วยโลกขึ้นมาโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับธรรมนั้น มันเป็นไปไม่ได้.

          ขอให้ไปคิดดู ไปสังเกตดู ไปแยกแยะดูด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน ว่าพฤติกรรมที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จะไม่เป็นธรรมได้อย่างไรกัน ; มันยิ่งจะต้องเป็นธรรมยิ่งขึ้นทุกที ๆ เท่านั้น. เมื่อพิจารณาดูตามนี้แล้วจะเห็นว่า ลูกเสือหรือเจตนารมณ์ของการเป็นลูกเสือนี้ ไม่มีทางจะแยกออกจากสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" แม้แต่นิดเดียว ; ต้องใช้คำว่า "แม้แต่นิดเดียว". ท่านเคลื่อนไหวกระดุกกระดิกไปเพียงนิดเดียว เพื่อ spirit ของลูกเสือในการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น หรือประเทศชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ แม้เพียงนิดเดียว, ก็ไปโดนเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมข้อใดข้อหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า "ธรรมบุตร" ในลักษณะอย่างนี้, และเข้าใจคำว่า "ธรรม" ในลักษณะอย่างนี้.

อุดมคติของลูกเสือ กับ อุดมคติของโพธิสัตว์

ที  

นี้อยากจะพูดต่อไปถึง อุดมคติที่เป็นส่วนใหญ่ที่สุดของลูกเสือ, อาตมาอยากจะระบุลงไปว่า ความมุ่งหมายที่จะช่วยโลก ช่วยผู้อื่นนั้นเป็นอุดมคติที่แท้จริง การฝึกฝนตนเองให้ดีให้สามารถนี้ เป็นเพียงบุพภาค ; ภาษาของวัดของศาสนา เรียกว่าบุพภาค คือเบื้องต้น หรือการตระเตรียม. ฉะนั้นเราจะต้องฝึกตัวเองให้มีความฉลาด ความว่องไว ความจำดี หรือสมรรถภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ; นี้ก็เพื่อฝึกตัวให้ดี ให้สามารถ ; เมื่อตัวดี และสามารถแล้ว จะเอาไปใช้อะไร? ลองคิดดู ; คงจะไม่มีความรู้สึกหรือจิตใจแคบ ๆ เพื่อตัวเอง.

          ถ้าคิดแต่เพื่อตัวเองแล้ว ต้องถือว่าไม่ใช่ลูกเสือ เพราะมันแคบเกินไป ; มันต้องคิดว่า เพื่อผู้อื่นทั้งหมด จึงจะเป็นเจตนารมณ์ของกิจการลูกเสือ ; ฉะนั้น การเป็นลูกเสือจึงอยู่ที่ควรนึกถึงผู้อื่น . การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อย่างเขาตั้งอุดมคติของลูกเสือขึ้นมา ก็ด้วยหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือความเสื่อมเสียขึ้น จากการที่เด็ก ๆ หรือยุวชนเดินผิด "ทาง".

          "ทาง" ในที่นี้ หมายถึงทางที่เป็นทางสำหรับจิตใจหรือทางธรรม. การที่ยุวชนเดินไม่ผิดทางนั้นแหละ คือประโยชน์อันสูงสุดของโลกเรา ; เพราะว่าเมื่อคนหนุ่ม ๆ หรือยุวชนเดินผิดทางเมื่อไร โลกก็ล่มจมเมื่อนั้น ; หรืออย่างน้อยที่สุดก็ระส่ำระสายวุ่นวายอย่างที่เรียกว่า มีวิกฤติกาลเป็นการถาวร. แม้ภายในประเทศเราอย่างแคบ ๆ นี้ ก็มีแต่ความยุ่งยากลำบากเดือดร้อน ไม่ต้องกล่าวถึงทั้งโลก ; ฉะนั้นการตัดต้นเหตุหรือป้องกันเหตุร้ายนี้เสียตั้งแต่ต้นมือด้วยกิจการลูกเสือนี้ ก็เป็นอุดมคติเป็นเรื่องช่วยกันคุ้มครองทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งโลกนั่นเอง. อุดมคติอย่างนี้เป็นอุดมคติที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งเขาเรียกว่า อุดมคติของโพธิสัตว์.

          คนบางคนหรือคนส่วนมากได้ยินคำว่า "โพธิสัตว์" มาแล้วด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าเข้าใจไม่ถูก ไม่ตรงตามความหมายของคำว่า "โพธิสัตว์" ; ไปเข้าใจเสียว่า โพธิสัตว์ คือผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง ; นี้ไม่ถูก ไม่ตรง ไม่ครบ ไม่ถ้วน. คำว่า โพธิสัตว์มีอุดมคติ ที่กว้างกว่านั้น : คืออุดมคติที่จะช่วยผู้อื่นโดยไม่นึกถึงตัว ; นี่เขาเรียกว่าอุดมคติของพระโพธิสัตว์. ที่เคยเข้าใจกันว่า พระโพธิสัตว์คือผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นคนก็มีกระทั่งเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี ในที่สุดจะเป็นพระพุทธเจ้านี้เรียกโพธิสัตว์หมด ; อย่างนี้ไม่ถูกไม่ตรงแท้, คือถูกนิดเดียว.

          คำว่า "โพธิสัตว์" ขอให้เข้าใจว่า คืออุดมคติที่จะเห็นแก่ผู้อื่น ก่อนที่จะเห็นแก่ตัวเอง. ถ้าสมมติว่า พระโพธิสัตว์เป็นคนที่ชาติหน้าชาติต่อไปจะเป็นพระพุทธเจ้า คน ๆ นั้นจะต้องบำเพ็ญหน้าที่ ที่เห็นแก่ผู้อื่นโดยไม่นึกถึงตัวอย่างเดียวไปก่อน ; และแม้พระโพธิสัตว์นั้นกำลังเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น เป็นลิง เป็นอะไรอย่างที่เราเคยได้ยินในเรื่องชาดกต่าง ๆ, เป็นสัตว์เดรัจฉานดังนี้ก็ตาม. สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นจะต้องนึกถึงผู้อื่นก่อนนึกถึงตัวเหมือนกัน ; จึงกล่าวได้ว่า อุดมคติของพระโพธิสัตว์นั้น คือ ที่มีใจกว้าง เสียสละ มี ความเมตตากรุณา มี ความรักผู้อื่น โดยลืมตัวเองเสีย.

          อาตมาเชื่อว่า อุดมคติของลูกเสือ ก็มีความมุ่งหมาย ในลักษณะเดียวกับโพธิสัตว์ อย่างนี้ แต่จะไปได้มากหรือไปได้ไกลเท่าไรนั้นก็ยังไม่ทราบ ; แต่ถึงอย่างไรก็ดี จะต้องรวมอยู่ในอุดมคติของลูกเสือที่จะต้องช่วยผู้อื่น. ส่วนที่จะช่วยผู้อื่นยิ่งกว่าตัวหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ; เอาแต่ว่า การนึกถึงผู้อื่นนั้นก็เป็นอุดมคติของพระโพธิสัตว์ ก็แล้วกัน. ในศาสนาทุกศาสนามีอุดมคติข้อนี้ ด้วยกันไม่มากก็น้อย ; อย่างศาสนาคริสเตียนนี้มีมากจนเป็นที่รู้จักกันอย่างดี. อย่างเช่นพระเยซูเสียสละชีวิตเพื่อเหตุผลอย่างเดียว คือทำให้คนทั้งหลายได้มีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า. เขามีความเข้าใจผิดในเรื่องพระเจ้า เรื่องศาสนา, พระเยซูสอนเขาให้เปลี่ยนความคิด สอนให้เชื่อ ถึงต้องลงทุนด้วยชีวิต เพื่อพิสูจน์ให้เกิดการพิสูจน์ ให้เกิดการกระทำ ให้เกิดการเปลี่ยนจิตใจ. อย่างนี้เป็นอุดมคติของพระโพธิสัตว์อย่างสูงสุด.

ลูกเสือ ต้องเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว

 

วามเห็นแก่ผู้อื่นนั้น เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ; เพราะว่าเรามุ่งถึงการเสียสละ สิ่งที่ต้องเสียสละนั้นก็คือกิเลส นั่นเอง. สิ่งที่เรียกว่า กิเลส ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความเห็นแก่ตัวเรา ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นอุปสรรค เป็นปรปักษ์เป็นศัตรูต่ออุดมคติของลูกเสือ. ถ้าลูกเสือคนใดมีความเห็นแก่ตัว คนนั้นก็หมดความเป็นลูกเสือ คือเป็นแต่ปาก เป็นแต่เครื่องแต่งตัว เป็นแต่พิธี ; ไม่ได้เป็นลูกเสือที่แท้จริง ถ้ายังมีความเห็นแก่ตัว.

          ลูกเสือจะต้องมีความรู้ที่สูง ขึ้นไปอีก, มีจิตใจที่สูงที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว. แต่คำพูดอย่างนี้กำกวมหรือฟังยาก ; เพราะว่ามันมีหลักทั่วไปที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเราจะต้องรักตัว จะต้องเห็นแก่ตัว จะต้องทำความดี ; นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. แต่ส่วนนั้นมันหมายถึง การเห็นแก่ตัวแม้ทำความดี. แต่เมื่อเราดูไปที่กิเลสที่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว ไม่ชวนให้ทำความดีเลย ; ชวนให้ทำความชั่ว, ชวนให้เอาเปรียบผู้อื่น, ชวนให้เป็นไปในทางตามใจตัวเอง ตามใจกิเลสของตัวเอง.

          ถ้าพูดว่าเห็นแก่ตัว เราหมายถึง เห็นแก่ตัวด้วยอำนาจของกิเลส และเป็นความชั่ว. ส่วนความรักตัว และอยากจะให้ตัวดีด้วยสติปัญญานั้น ตามธรรมดาภาษาชาวบ้านสามัญนี้ไม่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว ; เว้นแต่ในธรรมะชั้นสูงเท่านั้นจึงจะเรียกว่าความเห็นแก่ตัว แต่เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างดี. แม้ความเห็นแก่ตัวอย่างดีนี้ก็ต้องทำลายให้หมดไป จนหมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง จึงจะเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น.

          ตามธรรมดา พระอรหันต์ นั้น หมดความเห็นแก่ตัว ทั้งอย่างเลวและอย่างดี : ส่วนพวกเราชาวบ้านนี้ต้องหมดความเห็นแก่ตัวที่เป็นอย่างเลวโดยแน่นอน, แล้วก็มีความเห็นแก่ตัวที่เป็นอย่างดี : คือด้วยสติปัญญาที่เป็นเหตุผล โดยถูกต้องนี้เรื่อย ๆ ไปให้สูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ จนกระทั่งมีโอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์, จนกระทั่งหมดความเห็นแก่ตัวนี้โดยสิ้นเชิง.

          ทีนี้มาดูกันอีกทีว่า ความเห็นแก่ตัวชนิดดีนั้น มันมีลักษณะชนิดที่ทำให้เห็นแก่ผู้อื่น . ถ้าเราอยากให้ตัวดี เราต้องเห็นแก่ผู้อื่น : จะต้องมีจิตใจที่กว้างขวางคือมีเมตตากรุณา ตัวเราจึงจะดี ; ฉะนั้นท่านจึงสอนให้เห็นแก่ผู้อื่นเสียเลย. เมื่อมีจิตใจที่คอยเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น ทำไปโดยความรัก โดยเห็นแก่ผู้อื่นนั้น มันย้อนกลับมาดีที่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวได้ ; เราก็เลยไม่ต้องทำเป็นสองขยักสองซับสองซ้อน. การตั้งหน้าทำแต่ประโยชน์ผู้อื่นนั้น มันก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย, และเป็นความดีแก่ตัวผู้กระทำนั้นด้วย. ถ้าผู้นั้นกระทำโดยเห็นแก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง. เมื่อการมีจิตใจสูงอย่างนี้ในลักษณะอย่างนี้ เราคิดดูเถอะจะต้องเป็นอุดมคติที่เป็นจุดสำคัญ หรือเป็นแกนกลางของอุดมคติของลูกเสือ ในทำนองที่ว่า ทำตนให้เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุด ; ไม่ใช่เฉพาะตนคนเดียว.

          การที่เราจะมาพูดว่า การฝึกให้อดทน ให้เฉลียวฉลาด ให้จำเก่ง ให้กล้า อะไรเหล่านี้ว่า เป็นอุดมคติของลูกเสือ นี้มันเป็นลูกเสือเด็กอมมือ : คือลูกเสือเด็กเล็ก ๆ ที่จะต้องฝึกอย่างนั้นก่อนก็จะเกิดสมรรถภาพขึ้นมา ; แล้วจึงมาถึงปัญหาที่ว่า เมื่อเราเกิดสมรรถภาพอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว เราจะใช้มันทำอะไร. ผลสุดท้ายก็จะใข้ให้เป็นประโยชน์แก่คนทุกคนในโลก. หรือพูดแคบเข้ามา ก็เพื่อประเทศชาติของตน, เพื่อบ้านเมืองของตน, เพื่อหมู่คณะของตน นี้มันแคบเข้ามา. แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความหมายเป็นเพื่อผู้อื่นอยู่ดี.

          ดังนั้นคำว่า ธรรม หรือว่า ธรรมะที่ประเสริฐนี้ ท่านเล็งไปยังการเสียสละตนเสียก่อน แล้วก็ไปเห็นแก่ผู้อื่น : แล้วก็ดำเนินไปในลักษณะที่เป็นการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น มันจึงเป็นประโยชน์ที่ท่วมท้น : ตัวเองก็ได้รับประโยชน์นั้นด้วยพร้อมกันไปในตัว ได้รับความดีความงาม ความประเสริฐพร้อมกันไปในตัว, ส่วนเรื่องวัตถุ เช่น เงิน เช่น ทอง เช่น อะไรนี้ มันตามมาเอง, มันกลายมาเป็นบริวารที่ตามหลังมาเอง, เราไม่ได้เทิดทูนบูชาไว้บนศีรษะ เป็นของคลานมาตามดิน มาหาเราเอง.

          สำหรับ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นเรื่องของส่วนตัว ; ส่วนเรื่องที่เป็นธรรมะแท้จริงนั้น มีอยู่อย่างท่วมท้น และมีค่าเหนือวัตถุเหล่านั้น. นี้จะเป็นเหตุให้เราเข้าใจประโยคที่ว่า ทำดีต้องดี ทำชั่วต้องชั่ว. แม้จะได้เงินมาเพราะการทำชั่ว, การทำชั่วนั้นจะเป็นการทำดีไปไม่ได้. หลักเกณฑ์ทางธรรมะหรือหลักเกณฑ์ของลูกเสือ จึงตรงกันในข้อที่ว่า : ถ้าดี มันก็ต้องดีจริง อยู่ในเนื้อในตัวของมันเอง, ถ้าชั่ว มันก็ชั่วจริง อยู่ในเนื้อในตัวของมันเอง ; จะเอาเงินเอาของที่ได้มาเป็นหลักเกณฑ์ เป็นเครื่องวัดนั้นไม่ได้ ; เพราะว่าเงินนั้นหามาด้วยการทำดีก็ได้, หามาด้วยการทำชั่วก็ได้. ถ้าเงินได้มาด้วยการทำดีก็เป็นเงินที่ถูกต้อง และเป็นเงินดี ; ถ้าเงินได้มาจากการทำชั่ว ก็เป็นของสกปรก น่าขยะแขยง หรือของชั่วชนิดหนึ่ง. ใครมีไว้คนนั้นก็กลายเป็นคนชั่วไป, ใครเอาเงินเหล่านี้มาเลี้ยงชีวิต ก็กลายเป็นชีวิตที่ชั่วไป อย่างนี้เป็นต้น.

          อุดมคติของลูกเสือ มีความมุ่งหมายอยู่ที่ ความดีจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม ไม่มีทางที่จะชั่ว

          ถ้าเรากระทำไปถึงที่สุด ก็ได้ความดีจริงถึงที่สุด. ส่วนเรื่องเงินเรื่องของนั้นก็ตามมาเอง ตามสมควรแก่การกระทำ. ดังนั้นเราจึงเข้าใจได้ทันทีว่า การที่เราอุตส่าห์ลงทุนลำบากลำบนอบรมลูกเสือนี้เพื่อธรรมะ ไม่ใช่เพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน. ถ้าใครคิดว่าเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน คนนั้นหมดความเป็นลูกเสือทันที ; เพราะแม้แต่จะคิดว่าความดีนี้จะนำมาเองซึ่งสิ่งควรปรารถนา ควรจะได้ ควรจะมี ; อย่างนี้ก็ยังคิดไม่ได้ ; มีความมุ่งหมายแต่ที่จะทำหน้าที่ของเราให้ถูกให้ตรงตามอุดมคติ, มีความเป็นลูกเสือ หรือความเป็นธรรมบุตรนั้นสูงขึ้นไป ๆ สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปตามอุดมคติ ; และสิ่งนี้เป็นความดี เป็นประโยชน์ เป็นสวัสดิมงคล เป็นมิ่งขวัญแก่โลก แก่มนุษย์ทั้งหมด. ความมุ่งหมายอย่างนี้เราจะเป็นลูกเสือจริง เป็นธรรมบุตรจริง, ประโยชน์ที่จะพลอยได้เป็นวัตถุนั้นตามมาเอง. ขอให้จำข้อนี้ไว้ดี ๆ ด้วย.

อุดมคติของลูกเสือไม่ใช่เพื่อเงินแต่เพื่อธรรม

 

อให้ตั้งหน้าตั้งตา ทำหน้าที่ ทำความดี ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ; ส่วนการที่ได้เงินหรือได้เลื่อนขั้นเงินเดือนนั้น ให้เป็นเรื่องที่คลานมาตามพื้นดิน มาเป็นเครื่องสนับสนุนเป็นบริวาร, ไม่ใช่เป็นของประเสริฐที่จะทูนไว้บนศีรษะ สิ่งที่สูงสุดที่จะทูนไว้บนศีรษะได้ คือ อุดมคติของลูกเสือหรือธรรมบุตร อย่างที่กล่าวมาแล้ว และนั่นคืออุดมคติของพระโพธิสัตว์. เราจึงเป็นโพธิสัตว์ไปโดยปริยายใดปริยายหนึ่ง คือแง่ใดแง่หนึ่งมุมใดมุมหนึ่งโดยไม่รู้สึกตัว ; ฉะนั้น ไม่ควรจะรังเกียจที่จะรับเอาอุดมคติของพระโพธิสัตว์ ; เพราะหลีกกันไม่พ้นกับอุดมคติของลูกเสือ : คือความนึกถึงประโยชน์อันสูง อันกว้าง อันใหญ่ คือประโยชน์ผู้อื่นทั้งหมดยิ่งไปกว่าประโยชน์ของตนคนเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์นิดเดียว เล็กนิดเดียว ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ น้อยนิดเดียว.

          อาตมาอาจจะพูดในสิ่งที่เกินไปสำหรับลูกเสือเด็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้เห็นว่าครูบาอาจารย์เหล่านี้ไม่ใช่ลูกเสือเด็ก ๆ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่พอเหมาะพอสมที่จะพูดได้ จึงพูดในลักษณะอย่างนี้. ดังนั้นจึงขอให้ถือว่า อาตมาหวังว่าท่านจะเอาไป อบรมเด็ก ๆลูกเสือเล็ก ๆ ให้เดินถูกทางของการเป็นลูกเสือ, อบรมให้เขามีอุดมคติเห็นแก่ผู้อื่นนั้นเป็นหลัก ; สำหรับที่จะช่วยผู้อื่น แล้วจึงจะสร้างสมรรถภาพของตน, แล้วจึงมาอบรมเอาส่วนที่ว่าให้เรามีสมรรถภาพซึ่งเป็นหลักเบื้องต้น.

          เด็กทุก ๆ คนชะเง้อมองไปในทางสูงเท่าที่เขาจะทำได้ ; แม้เขาเป็นเด็ก เขาอาจจะทำเท่าที่เขาจะทำได้. ทีนี้เด็กของเราก็จะมีความประเสริฐอยู่ในตัวเขา มีความเป็นลูกเสือที่ดี มีความเป็นธรรมบุตรที่ดี มีความเป็นพุทธมามกะที่ดี มีความเป็นพุทธบริษัทที่ดี เป็นมนุษย์ที่ดี มีอะไรอย่างที่เรียกว่าที่ดีทั้งนั้น, ที่มนุษย์ต้องการไปตั้งแต่ต้น.

          เมื่อมองเห็นผลอย่างนี้อยู่จะเห็นได้ทันทีว่า กิจกรรมลูกเสือ นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ; เป็นเรื่องที่สามารถแผ่กว้างไปทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับความดี ความงาม ความประเสริฐของมนุษย์เรา ทั้งในส่วนที่เรียกว่า อย่างโลก ๆ และทั้งในส่วนที่เรียกว่า อย่างธรรม ; ทั้งคดีโลกทั้งคดีธรรมอะไรทำนองนี้.

การเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นสัมมาทิฏฐิ

ที  

นี้เราลองคิดดูต่อไปว่า ถ้าลองคิดนึกอย่างนี้จะมีความเสียหายอย่างไรบ้าง? มีคนโง่มากมายที่สุดในบ้านเมืองเรา ในประเทศเรา หรือในโลกนี้ คิดว่า ถ้าเผื่อเข้ามาเอาธรรมะแล้วจะล้าหลัง จะอืดอาด จะไม่มีความก้าวหน้า นี่เป็นความโง่ของเขาเอง. ที่คนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนาหรือธรรมะ จนกระทั่งโตเป็นครูบาอาจารย์ก็ชักจูงเด็ก ๆ ให้เหินห่างจากศาสนาหรือธรรมะต่อไป นี่เป็นความโง่สองซับสองซ้อน ; มนุษย์นี้จึงไม่ดีขึ้น.

          เมื่อมนุษย์ไม่ดีขึ้น มันก็มีเรื่องร้ายในโลก เมื่อมีเรื่องร้ายในโลกมันก็ต้องหาทางแก้ ; เมื่อหาทางแก้ก็ ต้องวกกลับเข้ามาหากิจการลูกเสืออีก. ฉะนั้นก็เป็นเรื่องจับปูใส่กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าเราไม่รู้จักตัดที่ต้นเหตุ หรือต้นตอของมัน โดยการทำให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้จักถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ธรรมะหรือศาสนานั้นคืออะไร. และมี spirit ของลูกเสืออยู่ในสิ่งเหล่านั้นแล้วอย่างไร, มีการเป็นธรรมบุตร โดยสมบูรณ์แล้วอย่างไร, ถ้าอย่างนี้จะเป็นการตัดต้นตอ.

          ขอให้ทุกคนนับแต่เด็ก ๆ ขึ้นไป มีสิ่งที่ประเสริฐที่สุดสิ่งหนึ่ง ซึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ".

          ขอให้ช่วยจำคำ ๆ นี้ไว้เป็นพิเศษว่า "สัมมาทิฏฐิ" แปลว่า ความเข้าใจอันถูกต้อง, ความคิดเห็น หรือความเข้าใจแล้วแต่จะเรียกที่ถูกต้อง ; เช่น เราจะรอดได้เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ได้ ก็เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง, เมื่อเราประพฤติประโยชน์ในโลกนี้ในลักษณะไหนเช่นไร ในระดับไหนก็ตาม จะต้องตั้งรากฐานอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้อง.

          อาตมาขอวกกลับไปอีกนิดหนึ่งว่า การให้เรียนหนังสือในโรงเรียนนั้นยังไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ได้ ; เพียงแต่ให้รู้หนังสือ. เมื่อรู้หนังสือแล้วก็ใช้ความรู้หนังสือนั้นไปค้นหาศึกษา ค้นคว้าต่อไปจนพบความเข้าใจอันถูกต้อง. ที่ว่าเราสอนแต่หนังสือ ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กนั้นมีความเข้าใจอันถูกต้อง ; เราจะต้องครอบคลุมความเข้าใจอันถูกต้อง ; มันเลยแยกออกมาเป็นกิจกรรมของลูกเสือ. เพราะฉะนั้นขอให้ครูบาอาจารย์ของลูกเสือ พยายามทำเด็กให้มีความเข้าใจอันถูกต้อง เพิ่มขึ้นจากวิชาความรู้ทั่วไปในฝ่ายสามัญศึกษา วิชาความรู้โดยตรง.

          ความเข้าใจอันถูกต้องนี้คืออะไร ? ก็ต้องวกมาถึงสิ่งที่กล่าวมาแล้วอีกเช่นว่า ลูกเสือคืออะไร ธรรมบุตรคืออะไร มนุษย์รอดได้เพราะอะไร. ฉะนั้นจึงเป็นว่าผู้ที่เรียกว่าลูกเสือนั้นจะเป็นลูกเสือได้ก็เพราะมีความเข้าใจอันถูกต้อง จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตน. ท่านที่เป็นพระ เป็นเณร หรือบรรลุ มรรค ผล เป็นพระอริยเจ้า ก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องในหน้าที่ของตนแล้วกระทำไป.

ทีนี้ เราพยายามอบรมให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้องที่เป็นหลักใหญ่ ; คือ ความเห็นแก่ผู้อื่น. ถ้าใครเห็นแก่ตนก็หมายความว่า มีความเข้าใจไม่ถูกต้อง หรือถูกต้องน้อยเกินไปไม่พอที่จะเป็นประโยชน์ได้. เพราะฉะนั้นขอให้เรามองเห็นความจริงหรือความสำคัญที่สุด ที่จะต้องเห็นแก่ผู้อื่น โดยเหตุผลที่ว่า ถ้าทุกคนเห็นแก่ผู้อื่นแล้วการเบียดเบียนกันก็มีไม่ได้ โลกนี้จะมีความผาสุก ; แต่ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัวแล้ว โลกนี้มีแต่จะลุกเป็นไฟในพริบตาเดียว อย่างนี้เป็นต้น.

SPIRIT ของลูกเสือนั้นก็เล็งถึงการเห็นแก่ผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่

 

ห้ลืมตัวไว้เสียชั่วคราว, ลืมตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงตัว แล้วไปทำประโยชน์ผู้อื่น นั้น ไม่มีอันตรายเป็นการกระทำที่ไม่มีอันตรายโดยแน่นอน. การที่ลืมผู้อื่นเสียแล้วมาเห็นแก่ตัว ทำไปตามความเห็นแก่ตัวนี้เต็มไปด้วยอันตราย แล้วจะเฉออกไปหาอันตราย. ฉะนั้น ความเห็นแก่ผู้อื่น จึงเป็นการปลอดภัยอยู่โดยอัตโนมัติ แล้วย้อนมาเป็นประโยชน์ตนเองได้โดยอัตโนมัติ. ขอให้ถือว่า โครงการ หรือหลักการหรือกฎเกณฑ์ ของลูกเสือนี้ประเสริฐที่สุดแล้ว ในบรรดาสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะสำหรับชาวบ้านทั่วไป, และเป็นธรรมที่มีแนวมีสาย มีกฎเกณฑ์ตรงเป็นอันเดียวกันกับธรรมะสูงสุดคือธรรมะที่จะบรรลุนิพพาน ; เพราะว่าการบรรลุนิพพานหรือเป็นพระอรหันต์ก็คือหมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง อย่างที่กล่าวมาแล้ว.

"ธรรมบุตร" พึงถืออุดมคติโพธิสัตว์เถิด

 

อให้ท่านทั้งหลายไปค้นคว้า ไปศึกษา ไปสอบสวนดู ไม่ว่าที่ไหน, คัมภีร์ไหน, จะเป็นเรื่องราวจากที่ใดก็ตาม. ถ้าเป็นเรื่องบรรลุธรรมะขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็คือ หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลืออยู่. และทำลายความเห็นแก่ตัวอย่างเลว ๆให้หมดไป, เหลืออยู่แต่ความเห็นแก่ตัวชั้นดี คือความลืมตัวเองเสียแล้วไปเห็นแก่ผู้อื่น ; การเห็นแก่ตัวชั้นดีมีอยู่โดยอัตโนมัติในการกระทำนั้นโดยไม่ต้องมีความรู้สึก แล้วก็ปลอดภัยดี.

          บรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นลูกเสือก็ขอให้ทำใจไว้แต่ นึกถึงผู้อื่นไปเรื่อยทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติศาสนา หรือโลกเป็นส่วนรวมไปเรื่อย, ประโยชน์ตนจะไม่ไปไหนเสียจะมีพร้อมอยู่ในนั้น, และจะยิ่งมากยิ่งสูงขึ้นไปตามที่ทำประโยชน์ผู้อื่น. ถ้าเราจะเดินทีเดียวก็ไปไกลหรือไปถึงยากกว่าไปด้วยอุบายหรือด้วยกลเม็ดอันนี้.

          เท่าที่อาตมากล่าวมานี้เป็นเพียงการรู้สึกคิดนึกส่วนตัว เกี่ยวกับคำว่า "ลูกเสือ" เกี่ยวกับคำว่า "ธรรมบุตร" และเกี่ยวกับคำว่า "โพธิสัตว์" หรืออุดมคติของโพธิสัตว์ ; มันกว้างเป็นคำ ๆ เดียวกันโดยแท้จริง. คำว่าลูกเสือเป็นคำ ๆ เดียวกับคำว่าธรรมบุตรและโพธิสัตว์, หรือคำว่าโพธิสัตว์เป็นคำ ๆ เดียวกับคำว่าธรรมบุตรหรือลูกเสือ, จนเกิดความประหลาดใจหรือเกิดความตื่นเต้นในใจ จนถึงกับพูดให้ผู้อื่นฟัง จนกระทั่งยึดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะบอกกล่าวแก่ผู้อื่นว่า : ช่วยกันถืออุดมคติอันนี้ ; และแม้กระทั่งชื่อค่ายลูกเสือค่ายนี้ ก็เลยมีแต่ความคิดในเรื่องนี้ จึงออกมาเป็นคำว่า "ธรรมบุตร". แล้วเลยมาเป็นชื่อค่ายลูกเสือของเรา.

          หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่มาพัก และได้รับการอบรมที่ค่ายนี้จะได้นึกถึงความหมายที่แท้จริงของคำ ๆ นี้ในลักษณะอย่างนี้ด้วย ซึ่งเป็นอุดมคติของลูกเสือนั่นเอง.

          อาตมาขอยุติโอวาทที่เป็นความรู้สึกส่วนตัว พอสมควรแก่เวลาในโอกาสนี้เพียงเท่านี้ ขอให้ประสบแต่ผลสำเร็จในหน้าที่การงานของตนแต่ละคน ๆ ทุกท่านเทอญ.

ขึ้นด้านบน

ชีวิตและผลงาน > ธรรมโฆษณ์ >
> ๑. ลูกเสือ คือ ธรรมบุตร

หน้าแรก | ข่าว-กิจกรรม | >ชีวิตและผลงาน | บทความ | แฟ้มภาพ | วาทะพุทธทาส | กลุ่มพุทธทาสศึกษา | จุดเชื่อมต่อ

สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | Site Map

Buddhadasa.org
กลุ่มพุทธทาสศึกษา ตู้ ปณ.๓๘ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๑๐
e-mail : info@buddhadasa.org
.